ทะเลทราย | บทที่ 11/1 ตัณหา

โลกข้าพลิกกลับด้าน ข้าร่วงหล่นจากม้าและตกลงกระแทกพื้น ละอองฝุ่นและทรายที่ข้าก่อขึ้นยิ่งทำให้ข้าเปิดตายากขึ้นไปอีก ม้าวิ่งผ่านตัวข้าไป ก่อเกิดเป็นกระแสลม

“ฆ่ามัน!” ข้าได้ยินใครบางคนตะโกนอยู่ด้านข้าง

เสียงตะโกนกึกก้องและเสียงร้องคำรามผสานเข้าด้วยกันกับเสียงปะทะของกระบี่และหอกฟังดูดังเป็นพิเศษในยามราตรีอันเงียบสงบ

จู่ๆก็มีบางสิ่งมาทับตัวข้าและดันเศษหัวลูกศรให้ลึกเข้าไปอีก ความเจ็บปวดแล่นผ่านร่างข้า ข้าครางและลืมตาขึ้น ข้าเอี้ยวตัวไปมาพยายามจะด้นมันออก

ข้าเงยศีรษะขึ้นมา มองเห็นรูปร่างเลือนรางของลำตัวม้าปัดผ่านข้าไป

หนักชะมัด

ใครกัน

ใคร

ทัศนวิสัยข้าเปลี่ยนเป็นสีดำ โลหิตพรั่งพรูมาที่ปากข้า ข้าพยายามกลั้นมันไว้แต่มันก็ไหลออกมาอยู่ดี

คมกระบี่มรณะให้กำเนิดพายุร้ายกาจขึ้น เสียงกรีดร้องและเสียงครวญครางดังก้องภายในสายลมกรรโชก

ภาพตรงหน้าข้ามัวบ้างชัดบ้าง ข้าคิดอะไรไม่ได้แล้ว ข้าต้องทนกับความเจ็บปวดเหลือทนจากน้ำหนักที่ทับตัวข้าอยู่ แผ่นหลังข้าลื่นและเละเทะ ข้าคาดว่าลำตัวและแขนของข้าตอนนี้คงล้วนถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน

ข้ารู้สึกราวกับตกลงมาท่ามกลางทะเลเพลิง สีแดงรายล้อมทั่วทุกทิศ กว้างไกลเท่าที่สายตาจะมองเห็นได้ ความเจ็บปวดราวสายฟ้าฟาดเคลื่อนผ่านตัวข้าทุกคราที่ข้าขยับตัวแม้เพียงนิด ไหล่ซ้ายกับหลังข้า เจ็บ ทรมาน

ราวกับเวลาได้ถูกหยุดลง ทุกสิ่งชะงักอยู่กับที่

 


ของเหลวเย็นเยียบหยดเข้าปากข้า ข้าได้สติขึ้นมาเล็กน้อยแต่ดวงตาข้ายังคงไม่ขยับเขยื้อนมีเพียงความรู้สึกเล็กน้อยเท่านั้นที่กลับคืนมา สิ่งที่อยู่เบื้องล่างข้าดูท่าจะเป็นผ้านวมที่นุ่มและสบาย ข้าหายใจออกเบาๆและผ่อนคลาย แต่จู่ๆแขนขาข้าก็ถูกตรึง ข้าสะดุ้งอย่างแตกตื่นแต่ก็ยังคงติดอยู่ที่เดิมแม้จะขัดขืนมากแค่ไหนก็ตาม

ตอนนี้มีใครบางคนกำลังพูดกับข้าเบาๆ ข้าไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ ข้าเพียงรู้สึกถึงความปวดเกร็งอันทรมานเคลื่อนลงไปตามแผ่นหลังและลำตัวข้าในตอนที่หัวลูกศรฝังลึกลงมาในเนื้อข้าราวกับพยายามคว้านเครื่องในข้าออกมา

“โอ๊ย…” ข้าเปล่งเสียงออกมาจนได้

คนๆนั้นยังคงพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ ข้าไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แล้วจึงปล่อยให้เขาตรึงข้อมือข้าตามใจชอบ ความคิดข้าเริ่มล่องลอย ฉับพลันข้าก็รู้สึกได้ถึงความร้อนแผดเผาใกล้ตัวหลังจากนั้นข้าก็สัมผัสได้ว่ามันถูกกดลงบนบาดแผลข้า มีดร้อนไหม้ทิ่มเข้ามาในร่างข้าและความร้อนก็แผ่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว มันฉีกรอยแผลเก่าออก เจ็บ เจ็บเหลือเกินข้าส่งเสียงอะไรไม่ได้เลย ความเจ็บปวดทำให้ข้าอยากพลิกตัวแต่ก็ถูกตรึงไว้อยู่

ข้าไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดเมื่อความร้อนได้ละออกจากหลังข้าไป ข้าหอบหายใจเอาอากาศ หัวลูกศรดูเหมือนจะถูกเอาออกไปแล้วและมีใครบางคนกำลังทายาแล้วตามด้วยพันแผลชั้นแล้วชั้นเล่าบนตัวข้า ข้าครางจากความเจ็บปวด ลำตัวเหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อ

สติสัมปชัญญะข้าเริ่มกลับมาอีกครั้งแต่ข้าไม่เหลือแรงในร่างกายแล้ว ข้าไม่สามารถเปิดเปลือกตาขึ้นเพื่อเริ่มใช้ชีวิตได้ ข้าพยายามนอนหลับแต่ข้าร้อนเหลือเกินและยังเจ็บปวดมากเกินกว่าจะทำได้

ดังนั้นข้าจึงนอนอยู่อย่างนี้ ครึ่งหลับ ครึ่งตื่น และตลอดเวลานี้ข้ารู้สึกราวมีใครบางคนอยู่ข้างๆข้า สายตาห่วงใย มืออันอบอุ่บ สมุนไพรแสนขม คำกระซิบปลอบใจ

 


เมื่อข้าตื่นข้ามาอีกครั้ง ข้าก็สามารถลืมตาได้แล้ว เบื้องหน้าข้าคือผ้าม่านและเปลวเทียนไหวระริก บรรยากาศดีและสงบเงียบ กลิ่นสมุนไพรลอยอวลอยู่ในอากาศ

เฮ่อ! เกือบไปอีกครั้งแล้วไหมล่ะ ข้านี่ยิ่งกว่าเหล็กไหลเสียอีกนะ! แม้แต่ภูติผีปีศาจทั้งหลายยังไม่อยากได้ข้าไปร่วมวงเลย

ข้าอยากหัวเราะแต่การขยับตัวทำให้แผลข้าปริตึง ข้าส่งเสียงในลำคอและกัดฟันจากความเจ็บปวด

ข้าถอนใจ ฮั่นซิ่นเอ๋ย เมื่อไหร่จะหมดคราวเคราะห์ของเจ้าเสียที

ข้าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพลิกตัวก่อนจะได้ยินเสียงจากนอกประตู

“ทำไมท่านถึงไม่ให้ข้าเข้าไปล่ะ”

“พอที! เจ้าไม่คิดว่าสิ่งที่เจ้าทำไปมันมากเกินพอแล้วหรือ”

จากนั้นก็เป็นความเงียบ ข้าเพียงได้กลิ่นสมุนไพรอบอวลอยู่ในอากาศเท่านั้น ข้าพยายามเลิกม่านขึ้นเพื่อดูว่ากำลังเกิดอะไรอยู่แต่ข้าไม่มีแรงแม้เพียงนิด

ข้าว่าข้าได้ยินเสียง ‘ตึง ตึง ตึง’ ก่อนใครบางคนจะพูดว่า “ข้าไม่สน ข้าจะเข้าไปล่ะ!”

“เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเจ้าจะทำอะไรตามใจชอบได้เพียงเพราะข้าอดทนกับเจ้ามาหลายต่อหลายครั้ง”

จากนั้นข้าก็ได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆของเด็กสาว “แต่… แต่…”

“ข้าได้ส่งจดหมายไปหาบิดาของเจ้าแล้วว่าให้ส่งคนมารับตัวเจ้ากลับให้เร็วที่สุด!”

เสียงสะอื้นเงียบลง จากนั้นความเงียบก็เกิดขึ้นอีกครั้งและคงอยู่อย่างนั้น

ข้าถอนใจเบาๆ มู่หรงอวี่อารมณ์เสียอีกแล้วรึ

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาค่อยๆใกล้เข้ามาแล้วหยุดลง ข้าใช้หางตาเหลือบมองไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่หลังผ้าม่าน เงาร่างนั้นยังคงหยุดอยู่นิ่งๆ ราวกับกำลังสังเกตุข้าผ่านผ้าม่าน หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก มือของเขาก็ยกขึ้นมา ราวกับต้องการจะสัมผัสผ้าม่าน

ข้าขมวดคิ้ว อะไรของหมอนี่กัน มีอะไรก็พูดออกมาสิ จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีก ก็แค่เพิ่มโทษจากการลักพาตัวท่านหญิง 1 กระทงและจากการพยายามหลบหนีอีก 1 กระทงเท่านั้นเอง

เขาถอนใจและหมุนตัวจากไป

“มู่หรงอวี่” ข้าเรียกเขาและเพิ่งรู้ตัวว่าเสียงข้าแผ่วและแหบแห้งเพียงไหน

ข้าไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินหรือไม่เพราะเงาร่างนั้นเริ่มเดินไปที่ประตูแล้ว ข้าสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างกระวนกระวาย เมินเฉยต่อบาดแผลของข้า

“มู่หรงอวี่!”

เขาชะงักแล้วมองมาที่ข้า “เจ้า- เจ้าตื่นแล้วเหรอ”

ข้าใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปกับการเรียกชื่อเขาและความเจ็บปวดจากแผ่นหลังทำให้ลมหายใจข้ากระชั้น ข้ามองดูเขาก้าวมาข้างหน้าแล้วกวาดผ้าม่านไปด้านข้าง ข้าขมวดคิ้วจากแสงที่สว่างขึ้นฉับพลันก่อนจะมองเห็นดวงตาสีดำของมู่หรงอวี่ ยิ่งข้ามองเข้าไปลึกเท่าไหร่มันก็ยิ่งดูมืดลงเท่านั้น ราวกับพวกมันจะดูดข้าเข้าไป

สายตาของพวกเราประสานกันอยู่อย่างนั้น

เขานั่งลงที่ขอบตั่งและประคองข้าขึ้นนั่งอย่างระมัดระวังพลางจ้องมองข้าไม่กะพริบ “รู้สึกดีขึ้นหรือไม่”

ข้าพยักหน้า ข้ารู้สึกได้ถึงความร้อนจากร่างกายเขาผ่านเสื้อผ้าของข้า ไม่นานหลังข้าก็เริ่มปวดร้าวจากการนั่งเพียงครู่เดียวเท่านั้น ข้าพิจารณาทางเลือกต่างๆก่อนจะตัดสินใจเอนตัวพิงบ่าของเขา

ดีจริงๆเลยน้า เบาะมนุษย์นี่สบายที่สุดแล้ว

ร่างกายเขาเกร็งขมึงก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ขึ้น เขามองดูข้าผ่านหางตาก่อนที่สายตาของเขาจะปะทะกับข้า

“เจ้าตื่นขึ้นมาเสียทีหลังจากหลายวันมานี้” จากนั้นเขาก็ใช้แขนโอบตัวข้า “ทำอย่างนี้เจ้าสบายหรือไม่”

ข้าพยักหน้าอีกครั้งและปล่อยให้เปลือกตาเคลื่อนลงเล็กน้อย ข้าไม่อยากพูดอะไรอีก ขอโทษทีเถอะ แม้แต่การพูดข้ายังต้องใช้ความพยายามมหาศาลเลย

สายตาเขาไม่ละไปจากข้า จากนั้นเขาก็เริ่มลูบใบหน้าข้าเบาๆ

ข้าหันศีรษะไปและเอ่ยปากขออย่างไม่เร่งรีบ “น้ำ”

ชั่วพริบตาถัดมา ชามใส่น้ำก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้าข้า เขายกมันขึ้นจรดริมฝีปากข้าและจ้องมองยามข้าดื่ม ข้ารู้สึกถึงมืออุ่นร้อนของเขาบนแผ่นหลังข้าไปพร้อมกัน

ข้าไม่รู้ว่าทำไมแต่ข้าคิดว่าข้าชอบความรู้สึกนี้

“นี่ เจ้ารู้มั้ยว่าคนพวกนั้นคือใคร” ข้าถาม

เขาไม่ตอบแต่วางถ้วยน้ำลงแทน มือเขาบนไหล่ข้ากระชับแน่นขึ้น “เจ้าอยากรู้จริงๆงั้นหรือ”

ข้าพยักหน้า เขาหยิบบางสิ่งออกมาจากช่องบนอกเสื้อก่อนจะยื่นให้ข้าดู ข้าเบิกตากว้างและอ้าปากค้าง

มันคือหัวลูกธนูเหล็กสีเงินที่ส่องประกายอันตรายภายใต้แสงเทียนและดูราวกับจะดูดเราเข้าไปหามัน ข้าพอมองเห็นตัวอักษร ‘เหิง’ เลือนรางบนนั้น

ข้าหันศีรษะไปทางอื่นเพื่อให้มันออกไปจากสายตาข้า

จอมพลเหิงนั้นเป็นบุรุษที่ดุดันและทะเยอทะยาน เขาก่อสงครามมาหลายคราแล้วและยิ่งเข่นฆ่าคนไปมากกว่า ตราบเท่าที่เป้าหมายของเขายังไม่เสร็จสิ้นเขาก็จะไม่ยอมหยุดนิ่ง หลักการของเขาคือจงภาคภูมิใจและซื่อตรงต่อตนเองแม้แต่ยามเผชิญหน้ากับความตาย หลากหลายคราที่เกิดการยอมแพ้เนื่องจากความหวาดกลัวต่อผืนธงที่มีนามของเขาอยู่ ข้าเพียงแต่พูดชื่อเขาออกไปโดยยังไม่ทันได้คิดอะไรมากมาย ข้าไม่นึกว่าจะเป็นเขาขึ้นมาจริงๆ

ข้าหายใจออกอย่างหนักหน่วง แทบจะลืมเรื่องแผลไปเสียสนิท ข้านิ่วหน้ากับความเจ็บปวด ข้าซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนเขาและนิ่งอยู่ตรงนั้น ขี้เกียจเกินจะขยับเขยื้อนอีก

แสงเทียนที่เต้นระบำทำให้เงาร่างของเขาเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด ดวงตาของเขาดูแดงก่ำเล็กน้อยและหน้าของเขาก็ซีด และก็ผอมลงนิดหนึ่งด้วย ราวกับเขาไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาสักพักแล้ว

“อย่าไปคิดถึงมันเลย สิ่งที่สำคัญก็คือรักษาตัวให้ดีขึ้น เจ้าสลบไปเกือบสิบวันเชียว” มู่หรงอวี่เอ่ยกับข้าพร้อมขมวดคิ้วราวกับเขาไม่สบายใจอยู่

โอ้โห สงสัยจะเป็นภาพหลอนจากการได้รับบาดแผลรุนแรงเกินไป

ข้าส่งเสียงตอบไปอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกระชับผ้านวมให้แน่นขึ้น พร้อมจะนอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนที่เขาจะพูดขึ้นว่า

“ฮั่นซิ่น ข้าเพียงแต่ไม่เข้าใจ” เขาแตะใบหน้าข้าก่อนจะหยุดลงที่ริมฝีปาก “เจ้ามีโอกาสหลบหนี ทำไมเจ้าถึงไม่หนีไปเสีย”

ข้าเบิกตากว้างมองดูเขา ข้าไม่สามารถอธิบายสิ่งที่นัยน์ตาเขาสื่อได้

“นางบอกว่านางเมาและเจ้าก็กำลังพานางนางกลับ หรือว่าเจ้าทนจากยัยบื้อนั่นไม่ได้หรือ”

ความง่วงงุนใดๆที่ข้ารู้สึกอยู่พลันหายไปในทันใด สมองข้าหมุนติ้วในขณะที่ข้าสังเกตุสีหน้าซักไซร้ของเขาไปพร้อมกัน หลังของข้าเริ่มปวดขึ้นมาอีกครา

“โทษที” ข้าไอจากความไม่สบายตัว “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไรอยู่”

ข้าเอ่ยอย่างใจเย็นแต่ลึกลงไปแล้วข้ากำลังแปลกใจ เขามองเห็นจุดประสงค์ข้าได้อย่างง่ายดาย เขาขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ข้าจะรีบหนีแต่เขาคว้าข้อมือข้าไว้

“เจ้าอาจจะหลอกนางได้แต่เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก” สายตาคาดคั้นของเขาเคลื่อนไปทั่วใบหน้าข้า โทสะแลดูก่อตัวขึ้นในเบื้องลึก “เจ้าไม่ชอบความเย่อหยิ่งและความเอาแต่ใจของนางแต่เจ้ากลับยอมให้นางสั่งเจ้าไปทั่วและติดตามนางไปด้วย ทั้งหมดนั่นไม่ใช่เพื่อที่ว่าเจ้าจะได้อาศัยนางออกนอกค่ายหรอกหรือ”

ข้าสะท้าน นัยน์ตาครุกรุ่นของเขาดูเหมือนจะเผาไหม้เข้าไปในตัวข้า ในชั่วขณะนั้น ข้ารู้สึกเสียหลักขึ้นมาจริงๆกับการที่แผนการถูกเปิดโปง แต่ข้าก็รีบหันไปอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่อยากจะเถียง อย่างไรเจ้าก็จะไม่เชื่อสิ่งที่ข้าจะพูดอยู่ดี”

เขานิ่งก่อนที่เขาจะส่งเสียงขู่ผ่านฟันที่ขบแน่น “เจ้าไม่รู้หรือว่ายามนี้อันตรายแค่ไหน เจ้ากลับอยากจะก้าวออกไปภายนอกเสียนี่ นางอาจจะไม่โตพอที่จะคำนึงถึงเรื่องพวกนี้แต่เจ้าก็ไม่จำเป็นจะต้องโง่ตามนางไปด้วย!”

“เจ้าเป็นใครกัน ราชครูงั้นหรือ ไปบอกนางเองสิ! นางเป็นท่านหญิง- คู่หมั้นของเจ้า ไม่ใช่ของข้า!”

ข้าตะครุบปากตัวเองทันทีที่พูดจบ- ข้าเลอะเลือนไปชั่วขณะงั้นหรือ ถึงได้พูดอะไรแบบนั้นออกไป!

การเคลื่อนไหวทั้งหมดนั่นทำให้บาดแผลข้าปวดยิ่งขึ้นไปอีก ข้าเอนตัวและหอบเอาอากาศเกาะไหล่เขาไว้เพื่อพยุงตัว

เขารีบร้อนยื่นมือมาช่วยข้า “ข้าไม่ได้มาทะเลาะกับเจ้า แค่อยากถามเจ้าเท่านั้น เจ้าไม่หยุดนางแม้จะรู้ดีถึงภยันตรายทั้งหลายรวมไปถึงคำสั่งของข้าด้วย ดังนั้นข้าจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้ามีจุดประสงค์แอบแฝงหรือไม่”

ปากข้าอ้ากว้างจากความตกตะลึง ข้ามีความตั้งใจจะหลบหนีก็จริงแต่ข้าคิดไม่ถึงว่าเขาจะมองออกได้ง่ายดายขนาดนี้

เขากลับยิ้มด้วยความพึงพอใจขณะกระชับข้อมือข้าให้แน่นหนา “ข้าพูดถูกใช่ไหมล่ะ เจ้าออกนอกค่ายกับนางเพื่อที่เจ้าจะได้หาโอกาสหลบหนี ข้าเข้าใจถูกไหม ฮั่นซิ่น”

ข้าพยายามชักมือกลับอย่างกระวนกระวายแต่เขาก็ดึงมันไว้ เพราะความเจ็บปวดที่แล่นผ่านแผ่นหลังข้าจึงทำได้เพียงอยู่นิ่งๆ

“นางบอกว่านางเป็นคนที่ดึงดันจะพาเจ้าออกไปเอง ว่ามันเป็นความผิดของนาง นับเป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นเด็กนั่นขอร้องแทนคนอื่น”

เขาตรึงสายตาไว้ที่ข้า ข้าบอกไม่ได้ว่าเขายิ้มอยู่หรือไม่และนั่นก็ทำให้ข้ากลัวไปหมด ข้าใช้เวลารวบรวมสติของตนและพยายามถอยห่างจากเขาให้มากสุดเท่าที่จะทำได้

ช้าเอียงศีรษะหนีและเอ่ยว่า “ไม่สำคัญหรอกว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ สิ่งที่เกิดมันก็เกิดไปแล้ว ลงโทษข้าตามที่เจ้าต้องการเลย”

หลังฟังคำพูดข้า เขาดันศีรษะข้าให้หันกลับมาทางใบหน้าเขาและศึกษาข้าด้วยดวงตาลึกล้ำคู่นั้นของเขา ข้ารู้สึกได้ความร้อนที่แผ่ออกมาจากเขาเมื่อเขาเข้ามาใกล้

“บอกข้ามาที ฮั่นซิ่น ว่าข้าควรจะให้รางวัลเจ้าหรือลงโทษเจ้าดี”

ลมหายใจข้าหยุดชะงัก ข้าหลงเข้าไปในดวงตาของเขาและลืมแม้แต่จะตอบคำ เขาเริ่มนวดแผ่นหลังข้าด้วยมืออีกข้าง วนเป็นวงกลมรอบแผลข้าอย่างระมัดระวังด้วยแรงพอดิบพอดี มันทั้งจั๊กจี้และคัน ข้าขบกรามและจ้องไปขณะที่เขายิ้มและเข้ามาใกล้จนริมฝีปากเขาขนาบข้างใบหูข้า ข้าสะท้านและพยายามขยับหนีแต่เขาคว้าตัวข้าไว้

“เจ้าอยากจะหนีงั้นหรือ คิดอะไรตื้นเขินไปแล้ว เจ้าไม่ควรจะลืมสถาณการณ์ของเจ้าในตอนนี้สิ”

ข้าปัดมือเขาออก ข้าโกรธแต่เลือกที่จะยิ้มอย่างอ่อนโยน “เจ้าอย่าลืมขอบคุณข้านะ มู่หรงอวี่เจ้าคงจะไม่ได้มานั่งอย่างสบายอกสบายใจอยู่ตรงนี้หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กนั่น”

เขาชะงัก มือของเขาหยุดลูบไล้

ข้าเหยียดริมฝีปาก “หนี้ที่ข้าติดค้างเจ้าไว้ถูกใช้คืนไปเกินเท่าตัวแล้ว ข้าไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าแล้ว ดังนั้น… ปล่อยข้าไปเสีย ถ้าเจ้าเป็นบุรุษพอ”

สายตาอ้อยอิ่งของเขาไม่หลงเหลือความดุดันแล้วแต่กลับแลดูผิดหวัง หลังจากซึมเซาอยู่สักพัก เขาก็จ้องมองข้าและปัดเส้นผมบนหน้าผากข้า ข้าหันหนีอย่างรำคาญแต่เขาคว้าคางข้าไว้

“ฝันไปเถอะ”

 


ขอโทษที่มาช้าไปอาทิตย์นึงค่ะ อาทิตย์ที่แล้วยุ่งมากจริงๆ

ตื่นเต้นกับชื่อตอนกันใช่มั้ยคะ น่าเสียดายว่ามันยังมาไม่ถึง รออ่านกันต่อเดือนหน้านะคะ ;))

ป.ล. มีใครอ่านปราชญ์กู้บัลลังก์กันแล้วบ้าง ถ้ายังละก็ขอแนะนำเลยค่ะ สนุกมากๆ ถึงจะดูยาวแต่รับรองว่าไม่น่าเบื่อค่ะ แต่จะเน้นแนวการเมืองเข้มข้นมาก

ทะเลทราย 10 | ออกนอกค่าย 100%

วันที่สิบของเดือนที่เก้า จวิ้นอ๋องซิ่นผิง จวิ้นอ๋องอันถิง และอ๋องอวิ้นหนิง รวบรวมกำลังพลสามหมื่นที่ค่ายหลงเลี่ยง มู่หรงอวี้แบ่งทหารห้าหมื่นออกเป็นสามกอง ตีล้อมและกักขังกองกำลังของรุ่ยเอาไว้

วันที่สิบสี่ของเดือนที่เก้า ค่ายหลงเลี่ยงแตกพ่ายลง จวิ้นอ๋องซิ่นผิงตายในสนามรบ จวิ้นอ๋องอันถิงได้รับบาดเจ็บสาหัส อ๋องอวิ้นหนิงหลบหนีไปได้ กองกำลังของมู่หรงอวี้รุกคืบเข้าไปและยึดกุม เผิงเจ้อ เมืองคมนาคมที่สำคัญ ตัดขาดเส้นทางสู่ราชธานีแคว้นรุ่ยจากทางเหนือ

วันที่ยี่สิบของเดือนที่เก้า จอมทัพเหิงเดินทางมาถึงเมืองหลวง ขุนนางในราชสำนักทั้งหมดทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขา กำลังพลแปดหมื่นตั้งค่ายห่างจากเมืองหลวงสี่สิบลี้ กองกำลังอีกสี่หมื่นที่เหลือเคลื่อนพลไปทางเหนือ

วันที่ยี่สิบเจ็ดของเดือนที่เก้า เมืองฉิงหัวพ่ายต่อปีกขวาของทัพมู่หรงอวี้ และกองกำลังของอ๋องอวิ้นหนิงถูกซุ่มโจมตีที่ช่องผาเฟิ่ง การสู้รบดิบเถื่อนกินเวลากว่าสองวันสองคืน จ้าวเฉินล่วนซึ่งอยู่ไกลถึงด่านผาใต้ไม่สามารถมาช่วยได้ แคว้นหยางครอบครองพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำทั่วทั้งบริเวณได้หมด เหลือเพียงเมืองหลวงเปิดเปลือยต่อทิศตะวันตก

วันที่ยี่สิบเก้าของเดือนที่เก้า กองกำลังของจอมพลเหิงเคลื่อนพลมาถึงด่านผาใต้และได้ตั้งค่ายที่นั่น แม่ทัพเจ้าเฉินหลวนนำคนของตนไปคุ้มกันเส้นทางทิศตะวันตกและได้เข้าปะทะกับปีกซ้ายของทัพมู่หรงอวี้ ก่อเกิดศึกนองเลือดขึ้นที่ผานั้นเอง ศพของทั้งสองฝ่ายได้กองเป็นพะเนินสูง แคว้นรุ่ยถอยทัพกลับสู่ด่านผาใต้

 

ด่านผาใต้ จุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเป็นปราการสุดท้ายของแคว้นรุ่ย ณ บัดนี้ได้แผ่หลาอย่างน่าอดสูอยู่เบื้องหน้าขบวนทัพของหยาง มู่หรงอวี้เพียงแค่ต้องใจเย็นเพื่อจะตีฝ่าไปจนถึงเมืองหลวงที่อยู่ใกล้จนมองเห็นได้ด้วยสายตา 

…………………………………………

ข้าได้เป็นสักขีพยานต่อความเกรียงไกรของกองทัพมู่หรงอวี้อีกครั้ง

กองทัพสามปีกของเขายืนเรียงแถวยาวตามรูปขบวนเบื้องหน้าแท่นประกาศและส่งเสียงคำรามต่อท้องฟ้าพร้อมด้วยหอกซึ่งถูกชูขึ้นสูง เสียงกลองรบดุจดังอสนีบาต สัญญานไฟเปล่งแสงแผดเผา ทัศนียภาพที่ได้เห็นนี้ช่างเจิดจ้างามสง่า มู่หรงอวี้ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นนายพล เสื้อคลุมปลิวไสวกลางสายลมทิศเหนือ เขายกกระบี่สีขาวเจิดจรัสขึ้นสู่ท้องนภาของแนวหน้าอย่างเชื่องช้า แสงอาทิตย์ส่องแสงกระทบชุดเกราะและหมวกเกราะสีงาช้างจนดูราวกับมีดแหลมคม อาชาสงครามสีนิลส่งเสียงร้องเมื่อมันยกขาหน้าขึ้น มู่หรงอวี้หันไปอีกทางอย่างรวดเร็วและควบม้าของเขาไปพร้อมด้วยหอกประดับพู่สีแดงในมือ  ขบวนทัพพุ่งตามเขาไปอย่างรวดเร็วดังสายฟ้าก่อเกิดเป็นพายุทราย ผืนดินเบื้องล่างดูราวกับสั่นสะเทือนและร้องคำรามด้วยความโกรธกริ้ว

ข้ามองพวกเขาเคลื่อนพลราวกับคลื่นจากหอคอยอันห่างไกลพร้อมถอนใจอย่างหนักหน่วง ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้ข้ารู้สึกอย่างไรกันแน่ ข้าหันหลังเตรียมจากไปแต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้ารวดเร็วไม่สม่ำเสมอจากเบื้องหลังข้า

“ระวัง” ข้าเหล่มองจากหางตาข้า “เดี๋ยวจะสะดุด”

ข้าได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก “ไม่หรอกน่า ข้าเล่นอย่างนี้กับบันไดในวังประจำและข้าก็ไม่เคยสะดุดล้ม”

เสี่ยวฉินหยุ่นกระโดดออกมาจากข้างหลังข้า ชุดสีไพลินของนางเข้ากับผิวของนางและขับให้ผิวนางดูกระจ่างตา

“และต่อให้ข้าสะดุด” นางเอียงศีรษะ “เจ้าก็ต้องไปรับข้า ดังนั้นไม่มีอะไรให้ข้าต้องกังวล”

ข้ายิ้มอย่างฝืดเฝื่อน ไม่แน่ใจว่าควรตอบกลับอย่างไร

มู่หรงอวี้อารมณ์ไม่ดีมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว จากนั้นนางก็ตัดฟางเส้นสุดท้ายด้วยความซุกซนของนาง เขาจึงตัดสินใจจะลงโทษนาง นางตกใจกลัว เห็นนางเป็นแบบนั้น ข้าก็ยืนดูเฉยๆไม่ได้จึงกลายมาเป็นคนกลางแทน ไม่นานหลังจากนั้น นางก็เรียนรู้ที่จะมาขอความช่วยเหลือจากข้าทุกคราที่นางก่อปัญหา

“ช่วยพยายามสำรวมตัวตอนที่องค์รัชทายาทไม่อยู่ทีเถอะนะ ถ้าเจ้าสร้างเรื่องอะไรอีกข้าเกรงว่าแม้แต่ข้าก็จะถูกลงโทษไปด้วย”

“ข้าขอห้ามไม่ให้เอ่ยถึงเขา!” นางขัดข้า กระทืบเท้าอย่างโมโห “ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว เขาไม่ยอมให้ข้าไปไหนเลย! ข้าเบื่อจนจะร้องไห้แล้ว”

ข้ายักไหล่แทนการกล่าวว่า ‘แล้วเจ้าจะทำอะไรได้ล่ะ’ จะให้ปล่อยสาวน้อยออกไปตะลอนในช่วงสงครามได้อย่างไรกันล่ะ ลงท้ายก็น่าจะเป็นมู่หรงอวี้นี่แหละที่จะถูกอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายกล่าวโทษถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา

จู่ๆเธอก็หัวเราะคิกคักขึ้นมา “ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่ามีเมืองอยู่ใกล้ๆเหรอ ในเมื่ออย่างไรอวี้ที่รักของข้าก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไปผจญภัยกันเถอะ!”

ข้าเกือบจะสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อได้ยิน ในความเห็นของข้า ทางที่ดีที่สุด ที่สุดของที่สุด คือห่อเธอซะแล้วส่งเธอกลับเมืองหลวงของหยางไปเสีย

“น่านะ ได้โปรดดดดดดด” นางคว้าแขนข้าแล้วก็เริ่มเขย่ามัน

“ท่านหญิงของข้า” ข้าขมวดคิ้วแล้วดึงแขนออก “ตอนนี้ข้างนอกค่ายไม่ปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง อย่าทำให้สถานการณ์ของข้าย่ำแย่ไปมากกว่านี้เลยนะไม่ต้องพูดถึง อย่างไรข้าก็เป็นเพียงแค่เชลยเท่านั้น ถ้าท่านทำตัวเช่นนี้ข่าวลือจะแพร่กระจายได้นะ”

นางห่อปากอย่างขุ่นเคืองแล้วเชิดจมูกขึ้นสูง

“ข้าไม่สนหรอกว่าคนรุ่ยอย่างพวกเจ้าทำตัวกันอย่างไร แต่การปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามไม่เคยเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับพวกเรา แล้วก็เจ้าพูดว่าเชลยงั้นหรือ” คิ้วของนางโค้งขึ้นอย่างชั่วร้าย “ฮั่นซิ่น ข้าขอสั่งให้เจ้าไปที่คอกม้าและเตรียมม้าสำหรับพาข้าออกไปเที่ยว!”

ข้าไม่ได้คาดคิดว่านางจะพูดอะไรแบบนี้แต่ในท้ายที่สุดแล้วข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีแม้จะอยากเพียงไหนก็ตาม ขอทานเลือกไม่ได้ ข้าไม่โง่ถึงขนาดที่จะไม่เห็นว่าโชคไม่เข้าข้างข้าแค่ไหน ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะอดทนกับมัน

นางหัวเราะเมื่อเห็นว่าข้าไม่ตอบโต้และพุ่งพรวดไปที่คอกม้าทันที ข้าส่ายศีรษะและวิ่งตามนางไป มู่หรงอวี้พาคนของเขาไปที่แนวหน้า เหลือคนไว้ที่นี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาบอกข้าให้จับตามองนางและคอยคุมไม่ให้นางก่อเรื่อง

“เร็วเข้า ฮั่นซิ่น!”

“เงียบๆเถอะ หรือทั้งค่ายคงได้รู้ว่าท่านหญิงจะออกไปเที่ยว!”

นางมองค้อนข้าก่อนจะหันหลังกลับไปหาม้า ข้าเหลือบตามองพวกมันก่อนจะวางนิ้วไว้ระหว่างริมฝีปากแล้วเป่าลม วิ้วว! ม้าทั้งหมดย่ำกีบเท้าแล้วมองมาที่ข้า เสี่ยวฉินหยุ่นจ้องข้าอย่างตกตะลึง

“จะเป็นการดีที่สุดถ้าท่านเปลี่ยนชุดได้นะ ท่านหญิง” ข้าแนะขณะปลดเชือกคล้องม้าสองตัว “ท่านสะดุดตาเกินไป”

หลังการเปลี่ยนชุดครั้งแรก ข้าส่ายศีรษะ

“แบบนี้ไม่ได้หรอก ท่านหญิง ท่านจะปลอมตัวออกเที่ยวนะ ไม่ได้นัดพบกับคนรัก”

นางใส่ชุดสีไข่ไก่ซึ่งขับรูปร่างบอบบางและเส้นผมสลวยของนาง ไข่มุกและหยกประดับประดาแหวนและจี้ หลังฟังความเห็นของข้า นางถลึงตามองข้าก่อนจะย่ำเท้ากลับไปที่ห้อง

หลังการเปลี่ยนชุดครั้งที่สอง ข้าไม่เสียแรงพูดอะไรในครั้งนี้ แค่ส่ายศีรษะเท่านั้น

ชุดสีแดงเพลิง ถึงเครื่องประดับจะลดลงก็ตาม แต่นั่นยิ่งทำให้ความงดงามตามธรรมชาติของนางโดดเด่นออกมา

หลังการเปลี่ยนชุดครั้งที่สาม ข้ายืนพิงกำแพงและส่ายศีรษะด้วยดวงตาที่ปิดสนิท

“เจ้าต้องการอะไรจากข้ากัน!” นางตะคอกใส่ข้าอย่างกระสับกระส่าย

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้า ต่อให้ท่านสวมใส่ชุดเหมือนข้ารับใช้ แต่เนื้อผ้าก็ยังคงเป็นผ้าทอชั้นดี ใครที่ตาไม่มีปัญหาดูก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่ชาวบ้าน รีบไปเปลี่ยนซะ”

“ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรนี่ เจ้าบอกมาสิว่าจะให้ข้าทำอะไร”

ข้าถอนใจ หลังจากข้าเลือกชุดผ้าฝ้ายสีเขียวดาษดื่นและบอกให้นางปล่อยผมลงมาเป็นเปียสองข้างข้าจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ”

“เอาล่ะ ดีขึ้นเยอะ ดูเป็นเด็กสาวธรรมดาๆ”

“น่า… เกลียด…” นางครวญครางขณะทึ้งชุดบนร่าง

“ตอนนี้กำลังมีสงครามอยู่ มีผู้คนมากมายที่พร้อมจะลักพาตัวสาวงามที่เจอบนท้องถนน ข้าจะไม่ไปช่วยท่านนะหากท่านถูกจับตัวไปขึ้นมา”

“เดี๋ยวก่อน พวกเขาจะทำอย่างนั้นทำไม”

“ก็เพื่อจะขายพวกนางให้กองทัพนำไปเป็นโสเภณีน่ะสิ”

สีหน้านางเปลี่ยนไปเป็นความไม่เชื่อและสะพรึงกลัว ข้าส่งสายจูงให้เธอเส้นหนึ่ง

“ไม่ต้องกังวล ถ้าเจ้าแต่งตัวแบบนี้ไปก็ไม่มีใครจับเจ้าหรอก”

สำหรับชุดที่ข้าสวมใส่นั้น มันธรรมดาเสียจนไม่อาจจะธรรมดาไปได้มากกว่านี้แล้ว หึ ชุดนี้แหละจะเป็นโอกาสให้ข้าหลบหนีได้ เช่นนี้ข้าจะไม่สะดุดตาในหมู่ฝูงชน

“จะว่าไป เจ้าจะเรียกข้าว่า ‘นี่’ ต่อไปไม่ได้แล้ว”

“ทำไมกันล่ะ” นางถาม

“เพราะว่าเราแอบออกไป นั่นหมายความว่าเมื่อออกนอกค่ายท่านจะไม่ใช่ท่านหญิงอีกต่อไปแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นข้าควรจะเรียกเจ้าว่าอย่างไรดี”

ข้าถูคาง เหล่มองนางจากหางตา “เรียกข้าว่า ‘ท่านพี่’ สิ ในเมื่อท่านเด็กกว่าข้า”

ตามที่คาดไว้ นางลังเล

“ตามใจ แล้วแต่ท่านเลย แต่อย่าวิ่งมาขอความช่วยเหลือตอนมีคนพยายามจะลักตัวท่านแล้วกัน”

ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น “ก็ได้ๆ… ท่านพี่” นางพึมพำออกมาเบาๆในที่สุด

“อย่างนั้นแหละ” ข้าหัวเราะเบาๆก่อนจะขึ้นคร่อมม้า

ดวงตะวันที่กำลังตกดินย้อมทางเดินหินให้เป็นสีทองระยิบระยับ ท้องฟ้ามืดลงทีละนิดๆ ทำให้มันแลดูเปล่าเปลี่ยวและหดหู่ พวกเราท่องไปตามถนนบนหลังม้า คนเดินถนนที่เดินผ่านเราไปล้วนแลดูท้อแท้

ข้าถอนใจอย่างหนักหน่วง ข้าว่าก็คงไม่แปลกที่ชาวบ้านจะรู้สึกกังวลจากศึกสงคราม

ข้าตามเสี่ยวฉินหยุ่นไปยังซุ้มนักแสดงบนถนน ผู้ฝึกแลดูหมดกำลังใจขณะลิงตัวเล็กปีนขึ้นลงและกระโดดไปมาไม่หยุด เสี่ยวฉินหยุ่นปรบมือและส่งเสียงชมเชย ดูสนุกสนานอย่างเต็มเปี่ยม ข้าสังเกตรอบข้างแล้วจิตใจก็หดหู่ลง

ถนนพวกนี้ยังคงจ้อกแจ้กเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเมื่อครั้งที่ข้ามากับแม่ทัพจ้าว ในส่วนที่วุ่นวายที่สุดของเมือง ข้างทางจุดไฟอย่างสว่างไสวและเต็มไปด้วยคลื่นของฝูงชน แต่ในตอนนี้มันกลับว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

อะไรที่เคยมีอยู่กลับไม่มีอีกแล้ว

“นี่ เลิกเหม่อได้แล้วน่า”

นางดึงแขนเสื้อข้า พาข้าหลุดจากภวังค์ “ท่านพี่ ดูสิ ลิงตัวนั้นตลกดีนะ”

ข้าปั้นยิ้มส่งให้นาง นางก้มตัวลงอีกครั้งและเริ่มเล่นกับลิงตัวนั้น ดวงตานางกลายเป็นเส้นโค้งบางๆยามนางหัวเราะอย่างเต็มเสียง

ด้วยความเบื่อหน่าย คนฝึกสัตว์กับข้าเริ่มคุยกัน

“ข้ายังมีภรรยากับลูกให้ดูแล เมื่อก่อนเราอาจจะจนก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตก็มั่นคงกว่าตอนนี้เยอะ” เขาถอนใจพลางส่ายศีรษะ “ธุรกิจเองก็แย่ลงตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น”

“แล้วท่านวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อล่ะ” ข้าถามหลังเหลือบมองเสี่ยวฉินหยุ่น นางดูท่าทางจะกำลังสนุก

“ข้าจะทำอย่างไรได้ล่ะ พาเมียกับลูกข้าไปขอทานงั้นรึ ไม่รู้สิ”

พลังลดเลือนออกไปจากใบหน้าเขา “เรื่องมันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอกถ้าข้ามีที่ดินของข้าอยู่ ไอ้พวกคนรวยมันเอาไปจากข้านานมาแล้ว เอาขนมปังข้าไปด้วยอีกต่างหาก”

ข้าจะพูดอะไรได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าชนชั้นขุนนางของรุ่ยจะเพิ่งเริ่มมีพฤติกรรมคดโกงโลภมากกันมาเมื่อเร็วๆนี้เสียที่ไหน

ข้าดึงเสี่ยวฉินหยุ่นขึ้นและหยิบเอาเหรียญเงินจากกระเป๋าที่อกข้าให้คนฝึกสัตว์ ดวงตาเขาเปล่งประกายขึ้นในทันใด เขาโค้งตัวพลางกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าเดินจากไปโดยไม่สนใจเขาอีก

ข้ากำลังสังเกตท้องถนน พยายามหาทางหลบหนีที่ดีที่สุดตอนที่รู้สึกถึงน้ำหนักบนแขนของข้า ข้าหันไปมองเสี่ยวฉินหยุ่นที่มาเกาะข้า

“วันนี้ไม่มีงานอะไรเหรอ” นางถอนใจ “ข้านึกว่าแถวนี้จะน่าสนุกกว่านี้”

นางแตะของนู่นนี่ที่ห้อยตามรถเข็น มีแต่ของจำพวกเครื่องสำอาง น้ำหอม ถุงหอม และกระเป๋าพก ของจำพวกที่หญิงสาวชอบ

ดวงอาทิตย์ที่ยังคงอยู่กำลังเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก ระบายสีท้องฟ้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน แสดงให้เห็นแสงอันสว่างไสวทิ้งท้าย

ข้ามองไปบนท้องฟ้าและเอ่ยกับนาง “นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว ท่านหญิง กลับกันเถิด”

นางมองไปรอบๆก่อนจะชี้ไปที่ร้านอาหารซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก นางหันมาและฉีกยิ้มใส่ข้า

“ข้าหิวแล้วล่ะ ท่านพี่ เราไปหาอะไรกินกันเถอะ” นางอ้อนวอนพลางเขย่าแขนข้า “ท่านพี่ ข้าหิวนะ! ท่านพี่…”

ข้าจะทำอะไรได้ล่ะ เด็กสาวคนนี้เกินกว่าที่ข้าจะรับมือไหว

เจ้าของร้านบอกพวกเราด้วยสีหน้าขอโทษขอโพยว่าอาหารหลายอย่างไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ เนื่องจากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่และต่างๆนานา หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เขาก็นำแป้งทอดร้อนๆมาพร้อมเครื่องปรุงรส หัวหอม และแม้แต่ขวดสุรา เมื่อสังเกตเห็นถึงสีหน้าไม่ประทับใจของนาง ข้าเพียงแต่ยักไหล่ นางขมวดคิ้วขณะมองอาหารเบื้องหน้าพวกเรา ส่วนข้านั้นเริ่มตักกินแล้ว ข้าทาเครื่องปรุงรส หัวหอมเล็กน้อย ก่อนจะม้วนแป้งแล้วยัดเข้าปาก นางเลียนแบบข้าอย่างลังเลใจ

“นี่ ฮั่นซิ่น เจ้าไปเรียนวิธีผิวปากแบบนั้นมาจากไหนหรือ” ตอนนี้นางเริ่มกัดคำโตแล้ว ข้าว่านางคงค้นพบว่ามันก็พอกินได้

ข้าหัวเราะเยาะ “ทำไมหรือ ท่านคิดว่าข้าไม่น่าจะทำได้งั้นหรือ”

“เปล่านะ” นางวางถ้วยลง “ข้าหมายถึง ไม่ใช่ว่าทหารของรุ่ยไม่ได้เรื่องงั้นหรือ ข้าแค่ประหลาดใจเท่านั้น”

ข้าเกือบจะสำลักสุราในปาก ข้าไอขณะถลึงตามองนาง “จะอย่างไรก็เถอะ ข้าก็ยังเป็นทหารอยู่นะ!”

ความแรงของสุราแผดเผาอกข้า ข้าหัวเราะขณะส่ายนิ้วไปมา “รู้ไหมว่าทหารประจำวังหลวงถูกเรียกว่าอะไรในหยาง”

นางจิบถ้วยของตนเอง “รู้สิ ราชองครักษ์หลวงไง”

“เราเองก็มีทหารประจำวังหลวงของแคว้นรุ่ย เช่นกัน เพียงแต่เราเรียกพวกเขาว่าราชองครักษ์เกราะทอง ไม่ใช่ราชองครักษ์หลวง” ข้าเติมสุราใส่ถ้วยข้าแล้วยกขึ้นจิบ “ข้าเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นก่อนจะมาที่นี่ มันไม่ใช่เรื่องแปลกนักสำหรับทหารประจำวังหลวง ใช่หรือไม่”

ดวงตานางแทบจะถลนออกจากเบ้า “คะ- คนเหลวไหลอย่างเจ้าได้ไปเป็นระ- ราชองครักษ์หลวงได้อย่างไรกัน”

“มองไม่ออกสินะ” ข้ากระดกสุราพร้อมด้วยรอยยิ้ม “นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘คนฉลาดย่อมไม่กล่าววาจา’ “

“ถุย อย่าหลงละเมอไปหน่อยเลยน่า” นางห่อปาก “วันๆเจ้าไม่เห็นจะทำอะไรสักนิด ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะมีฝีมือตรงไหนเลย ข้าไม่เชื่อหรอก”

ข้ายิ้ม ไม่ไปโต้เถียงกับนาง

บุตรชายจากภรรยารองในจวนของขุนนางและบัณฑิตส่วนมากล้วนหวังจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์เกราะทองทั้งสิ้น ไม่ใช่เพียงเพราะว่างานนี้ค่อนข้างง่ายเท่านั้น แต่ยังเพราะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่ากองกำลังติดอาวุธหน่วยอื่นมากโข ไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้ายังจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับชนชั้นสูงคนอื่น รวมไปถึงเชื้อพระวงศ์อีกด้วย ข้านั้นอาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่นมาตลอด และไม่เคยมีใครมากังวลถึงเรื่องอนาคตของข้า ดังนั้นองค์ไทเฮาคงแต่งตั้งข้าเป็นราชองครักษ์หลวงเพราะอยู่ดีๆหน้าข้าก็ลอยเข้ามาในหัวพอดีกระมัง จากที่กล่าวมาข้างต้น การที่ข้าเป็นคนซึ่งไร้เบื้องหลัง ไร้แรงสนับสนุนและไร้คนมาสนใจใยดี จึงถูกปฏิบัติด้วยอย่างเลวร้ายพอสมควรในที่แห่งนั้น

การคิดถึงเรื่องพรรค์นั้นทำเอาปากข้ารู้สึกขมปะแล่ม ข้าจึงล้างคอด้วยสุราอีกแก้ว

ใบหน้านางแดงขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนางก็แผ่ตัวอยู่บนโต๊ะ ดวงตาเลื่อนลอย

“ท่านพี่ ทะ ท่านเคยสังเกตหรือไม่ ว่าจริงๆแล้วทะ ท่านพี่ ดะ ดูดีอยู่เหมือนกันนะ”

ข้าเกือบจะพ่นสุราที่เต็มปากอยู่ออกมา

ข้าเคยได้ยินคนพูดแบบนี้มากี่คนกันนะ ข้าหมายถึง ข้าคิดว่าหน้าตาข้าพอดูได้เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ว่าหน้าตาข้าดูดีหรือไม่นั้น ข้าไม่เคยคิดถึงมาก่อน ข้าว่าข้าพอรู้อยู่ว่ามีผู้คนชื่นชอบใบหน้าข้าตั้งแต่ข้ายังเล็กอยู่ ข้าจำได้ว่าทุกครั้งที่นางข้าหลวงขององค์ไทเฮา ซิ่ว เห็นข้า ดวงตานางจะปริ่มไปด้วยหยาดน้ำตาและเอาแต่พูดซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘พวกเขาเหมือนกันมากจริงๆ’

 

ท่านแม่ของข้า หลานสาวแท้ๆขององค์ไทเฮา ดูเหมือนว่าจะเป็นสาวงามที่ไม่มีใครในแคว้นรุ่ยเทียบเคียงได้ น่าเศร้าว่าข้าจดจำอะไรเกี่ยวกับนางไม่ได้เลยในความทรงจำเก้าปีแรกของชีวิตข้า ในขณะที่ข้าเติบโตขึ้น ข้าก็เคยชินกับสายตามากมายที่คอยจดจ้องข้าไปแล้ว ข้าเกลียดเวลาที่ผู้คนพูดถึงรูปร่างหน้าตาของข้า แต่ข้าไม่รู้สึกเคืองแม้แต่นิดยามได้ยินมันจากสาวน้อยที่กำลังเมาอยู่นี้

“อวี้ที่รักของข้าก็ดูดี… ทั้งฉลาดเฉลียวแล้วก็ยังงามสง่า… ข้าสงสัยว่าใคร… ดูดีกว่ากันนะ เจ้าหรือเขา”

นางเริ่มน้ำตาคลอ “อวี้ ขะ เขาทำราวกับข้าเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา… เขามีเรื่องสำคัญห้ายจัดการไม่จบไม่สิ้นทุกคร้างที่ข้าปายหาเขา… ขะ เขารีบร้อนตลอด… แล้วก็ส่างให้ข้าไป”

ข้าจิบสุราอีกนิดแล้วก็ช่วยนางเช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าในมือนาง นางพลันยืดตัวขึ้นนั่งแล้วจ้องตรงมาที่ข้า

“ข้ามีความรู้สึ- สึกว่า… เขาปฏิบัติต่อเจ้าดีกว่าข้า”

มือข้าสั่นจนทำให้สุรากระฉอกใส่พื้น

นางต้องเมาอยู่เป็นแน่! มองดูสภาพนางแล้วก็เรื่องเหลวไหลที่นางเอ่ยสิ

“คราวที่แล้ว… เจ้าโดนมือสังหารทำร้าย… เขาดูแลเจ้าอยู่นานมาก… เขาทำตัวห่างเหินอยู่ตลอด… ไม่เคยดูแลข้าแบบนั้นเลย”

ข้าถอนใจอย่างผิดหวัง วันนี้โชคคงไม่เข้าข้างข้าเสียแล้ว ข้าว่าแผนการหลบหนีของข้าคงไม่น่าจะสำเร็จได้หากนางเมามายเช่นนี้

ท้องฟ้าเกือบจะมืดสนิทแล้วยามข้ามองออกไปด้านนอก แสงไฟถูกจุดขึ้นประปราย

เดี๋ยวก็กระดกเหล้า เดี๋ยวก็ยัดแป้งทอดเข้าปาก เสี่ยวฉินหยุ่นเริ่มโยกตัวไปมา แน่นอนว่านางยังคงนั่งอย่างเรียบร้อย ข้าเกรงว่าข้าจะดื่มมากเกินจะคุมได้เสียแล้ว

ข้าพยายามพยุงนางขึ้นหลังจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว แต่ข้าคาดไม่ถึงว่านางจะเมามายเสียจนลุกขึ้นยืนไม่ไหว

“ท่านพี่ ข้าไม่อยากลุกอ่า นอน… ข้าอยากนอน” นางพึมพำก่อนจะหลับไป

โอ้โห ข้าเดาถูกเสียด้วย หากข้ารู้ว่าเรื่องจะลงเอยเช่นนี้ข้าจะไม่ให้นางแตะสุราเลย

ดวงหน้าอ่อนเยาว์ของนางแดงปลั่งใต้แสงโคม ข้าหัวเราะเบาๆพลางสั่นศีรษะแล้วประคองนางขึ้นด้วยแขนของข้า จนกระทั่งข้าเดินไปที่ม้าของพวกเราจึงตระหนักได้ว่านางไม่สามารถขี่ม้าด้วยตนเองได้ หลังจากใคร่ครวญสักพัก ข้าตัดสินใจว่าทำได้เพียงขี่ม้าไปด้วยกันเท่านั้น ข้าจึงผูกม้าอีกตัวไว้กับตัวที่พวกเราจะนั่ง นางแลดูสุขสบายยิ่งนัก นางยุกยิกไปมาในอ้อมแขนข้าแล้วก็ผลอยหลับไปอีกครั้งหลังฝังใบหน้าเข้ากับเสื้อของข้า ข้าชะลอม้าลง

ราตรีมืดลงเรื่อยๆขณะพวกเราขี่ม้าออกห่างจากเมืองและเข้าใกล้ค่ายมากขึ้น ข้ามองขึ้นไปเห็นดวงจันทร์โผล่ออกมาเบื้องหลังยอดไม้

ท้องฟ้ามืดมิดลงไปอีก ข้าจึงเร่งม้าของพวกเรา นางยังคงหลับสนิทในอ้อมแขนข้าด้วยลมหายใจสม่ำเสมอ ขนตายาวงอนของนางแลดูราวกับสะท้อนแสงจันทร์อยู่ เมื่อข้าเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็มองเห็นคบเพลิงในค่ายแล้ว

นางคงจะไม่เป็นอะไรหากข้าปล่อยให้นางกลับค่ายเพียงลำพังจากตรงนี้ ยังคงมีม้าอีกตัวให้ข้าใช้ในการหลบหนีไปได้อีกช่วงโดยไร้…

ก่อนที่ข้าจะคิดจบเสียด้วยซ้ำ ประกายยะเยือกก็แล่นผ่านลำตัวข้า ดวงตาข้าเบิกกว้างขณะมองรอบด้านอย่างหวาดระแวง ทุกอย่างดูเงียบราวปกติ แต่ประสาทสัมผัสของข้ากลับตื่นตัวเต็มที่- ข้าสัมผัสได้ถึงความตายเมื่อครู่นี้ ใช่แล้ว ประกายแบบเดียวกับที่กระบี่ซึ่งถูกชักออกจากฝักเผยออกมา

อาชาเบื้องล่างก็ดูราวกับจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งเช่นเดียวกัน ใบหูของพวกมันตั้งชันขึ้นอย่างระแวดระวังขณะผ่อนสีเท้าลง ตัวที่อยู่ด้านหลังพวกเราก็ส่งเสียงครวญออกมาเบาๆ มือขวาของข้าขยับไปที่ด้ามกระบี่ อีกข้างจับเสี่ยวฉินหยุ่นให้แน่นขึ้น

ค่ายตั้งอยู่เบื้องหน้าข้าภายในระยะสายตา แต่รอบข้างพวกเราไม่ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว พุ่มไม้ปิดบังเนินเล็กๆไม่สม่ำเสมอมากมาย กิ่งและใบของพวกมันสั่นไหวไปกับสายลมยามค่ำคืน ราวกับเดรัจฉานป่าซุ่มตัวอยู่ในความมืด พร้อมจะกระโจนออกมาทุกขณะ

มือข้าชื้นแฉะ ข้ากลั้นลมหายใจก่อนจะพุ่งไปข้างน้า

ฟิ้ววววววว บางอย่างตัดผ่านลมมาและข้ารู้สึกได้ว่ามันมุ่งตรงมาที่ศีรษะข้า ข้าหลบไปด้านข้างก่อนจะเห็นวัตถุสีขาวลอยผ่านตาไป เหงื่อเย็นๆผุดออกมา

กลุ่มคน!

ข้ากระชากสายจูง ม้าวิ่งห้อไปด้านหน้าดุจสายฟ้าฟาด ข้าหันไปเห็นเงาสะท้อนของโลหะมากมายเปล่งประกายท่ามกลางความมืดและมุ่งตรงมาที่พวกเรา ข้ากระชับมือรอบสะโพกของนางให้แน่นขึ้น นางพลันตื่นขึ้นมาและงึมงัม

“ทะ- ทำไมเจ้าต้องจับแน่นขนาดนี้ด้วย”

“หลบ!”

ไม่มีเวลาสำหรับคำอธิบาย ข้ากดนางลงไปกับอานแล้วตวัดแส้ใส่ม้า

ฉับพลัน ข้าได้ยินเสียงกระแทกอื้ออึงของเกือกม้าจากด้านหลัง ข้าเหลือบมองด้านข้าง ทหารม้าหลายนายพุ่งออกมาจากพุ่มไม้และมุ่งตรงมาหาพวกเรา ก่อนที่ข้าจะทันรู้ตัว หนึ่งในนั้นได้ชักกระบี่ออกมาและอยู่ห่างไปไม่ถึงหนึ่งคืบแล้ว ข้าชักกระบี่ของตนออกมาและใช้มันกันกระบี่ของเขา จากนั้นข้าก็หมุนมือและแทงมันเข้าใส่อกของเขา น้ำพุสีแดงพุ่งออกมาทันใด ข้ากระชากกระบี่ออกและชายคนนั้นก็ร่วงลงจากหลังม้าทข้ามองกลับไปอีกครั้ง คนที่เหลือยังอยู่ห่างออกไปแต่ดูไม่มีทีท่าว่าจะเลิกล้มการไล่ล่าในเร็วๆนี้

ขอเพียงเราไปถึงค่ายได้เท่านั้นเอง! เท่านั้นเอง!

เสียงเกือกม้ากระสนขึ้นทุกที ปัดผ่านพุ่มไม้และกอหญ้าทั้งหลาย สายลมพัดผ่านไป ข้ายังคงสัมผัสได้ถึงความอุ่นจากเลือดบนปลายจมูกข้า ข้ากระชับบังเหียน ร่างกายเขม็งตึงดังแผ่นกระดาน เสี่ยวฉินหยุ่นยืดตัวนั่งชิดอกข้า ไม่พยายามที่จะมองออกไปอีก

ข้าเห็นประตูค่ายแล้ว แต่ในตอนที่ข้ากำลังจะตวัดแส้ใส่ม้านั้น กองเพลิงก็ลุกโชดช่วงพร้อมด้วยควันสีดำที่ลอยขึ้นมา บดบังท้องฟ้า ดวงจันทร์ และค่ายทั้งหมด!

กับดัก!

เป็นไปตามที่ข้าคิด ทหารม้าอีกจำนวนหนึ่งพุ่งออกมาจากประตูค่ายพร้อมอาวุธในมือ ข้าขบกรามและดึงสายบังเหียนไปอีกทาง ม้าส่งเสียงร้องก่อนจะหัน พวกเราถูกล้อมไปด้วยกระบี่ที่ส่องประกายมากมายนับไม่ถ้วน ข้าดันหอกที่เล็งมาที่ม้าของข้าออกด้วยหลังมือ ฝังส้นรองเท้าเข้าไปที่ท้องของม้าก่อนจะกระชากตัวออกจากเงื้อมภยันตราย

สายลมกรรโชกและทุ่งหญ้ากว้างขวางพัดเอาความเมามายออกไปจากตัวข้า

มู่หรงอวี้ทิ้งทหารไว้ที่นี่เพียงห้าร้อยนายเท่านั้น ตัดสินจากสถานการณ์แล้วนักรบสังหารพวกนี้คงฆ่าทั้งห้าร้อยนายนั่นไปสักพักแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่เพียงแค่การฆ่าอีกด้วย คิดมาถึงตรงนี้สายตาข้าก็หรุบลงไปมองสาวน้อยในอ้อมแขน

เสี่ยวฉินหยุ่น! ธิดาของขุนนางขั้นสูงในหยาง หลานสาวขององค์ไทเฮา คู่หมั้นหมายของมู่หรงอวี้

เรื่องทั้งหมดนี้ดูเข้าเค้าในทันใด ไม่สำคัญว่าใครอยู่เบื้องหลังแผนการนี้ แต่เพียงแค่พวกมันจับนางไปได้ มู่หรงอวี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้แม้ว่าเขาจะกล้าหาญหรือปรีชาเพียงใดก็ตาม

เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก!

ข้ากวาดตาไปรอบด้าน เสียงกระหึ่มของเกือกม้ารบกวนความเงียบสงบยามราตรี ข้าไม่รู้ว่ามีคนไล่ตามมากี่คน รู้ตัวอีกทีก็มีคนหนึ่งตามมาทันแล้ว ข้าเห็นแม้แต่แสงจันทร์ที่สะท้อนอยู่บนหอกของเขา ข้าก้มตัวไปที่สีข้างของม้าแล้วคว้าเอาธนูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ข้าเล็งไปที่ม้า ข้ามองเห็นหน้าของผู้ขี่มันได้แล้วด้วยซ้ำ

ใกล้อีก ใกล้อีก ใกล้และใกล้เข้ามาอีก

ข้าขบกรามแต่นิ้วข้าไม่ยอมปล่อยสายธนู

บุรุษบนหลังม้าเหล่านี้ พวกเขาอาจเป็นทหารของรุ่ย เพื่อนร่วมชาติของข้า

เสี่ยวฉินหยุ่นยังเยาว์วัย เป็นเด็กสาวที่เติบโตมาด้วยคำชื่มชมและความรัก ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้นางสมควรถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามของบุรุษ แต่! ข้าไม่สามารถโจมตีเพื่อนร่วมชาติได้ ข้า…

ข้าปิดตาลงและเปิดมันออกหลังจากนั้นชั่วครู่

จะหันหลังกลับตอนนี้ไม่ได้แล้ว!

ข้าปล่อยนิ้ว ผึง ลูกธนูถูกยิงออกไป ม้าร้องเต็มเสียงก่อนจะล้มลงไปกับพื้น คนขี่มันลุกขึ้นโดยปราศจากร่องรอยใดๆและพุ่งเข้ามาหาเรา

ม้าสงครามใต้ร่างเรายกขาหน้าขึ้นก่อนจะร้องโหวกเหวกแล้ววิ่งหายไปราวสายลม

“หยุด! หยุดอยู่ตรงนั้นเสีย!”

ข้าได้ยินเสียงพวกมันตะโกนสุดเสียง แม้แต่พื้นแผ่นดินก็ดูสั่นสะเทือนภายใต้เกือกม้าทั้งหลาย ข้าเอนตัวไปข้างหน้า ขนานร่างกายไปกับพื้น ขณะที่ลูกธนูโลหะหลายดอกบินข้ามข้าไป หลังข้าชื้นไปด้วยเหงื่อแต่ข้าได้เพียงแต่ฟาดม้าให้ไปเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้น

“เกิดอะไรขึ้น” นางขบปากตนเอง ดวงตาเบิกกว้างของนางส่องประกายในความมืดขัดกับสีหน้าที่ซีดเซียว

“เงียบเสีย” ข้าตวาดขณะมองกลับไปอีกครั้ง “ข้าไม่แน่ใจว่าจะสลัดพวกมันไปได้หรือไม่แต่ข้ารู้จักพื้นที่นี้ดีกว่าพวกมัน”

นางคว้าเสื้อข้าแล้วฝังใบหน้าลงไปในอกข้า ไหล่ของนางสั่นสะท้าน

“อย่าร้องไห้สิ ไม่เอาน่า”

สายลมหอบหนึ่งพัดมาจากด้านหลังขณะข้าปลอบนางเงียบๆ ทำให้นางยิ่งฝังตัวลงไปในอ้อมกอดข้าลึกขึ้น

ทหารหนึ่งรายเกือบจะตามพวกเรามาทันแล้วและพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้ายันตัวขึ้นก่อนจะเห็นชายที่มีโครงร่างใหญ่หมายตาพวกเราไว้พร้อมด้วยกระบี่กล้าในมือ ข้าสัมผัสได้ถึงความตายอีกครา

“ส่งเด็กสาวนั่นมาเสีย” เขาสั่ง

ข้าส่ายศีรษะอย่างหนักแน่น และกระชากสายบังเหียนต่อไป

“ข้าสนแต่เพียงเด็กสาวเท่านั้น ชีวิตเจ้าไม่มีค่าอันใดสำหรับข้า อย่าทำให้เรื่องวุ่นวายเลย”

ข้าตอกกลับ “อย่างที่เจ้าพูด นางเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดกันที่ทำให้เจ้าต้องมาตามล่านางในเวลาเช่นนี้”

เขาเฉียดเข้ามาใกล้ขึ้น “เจ้าไม่ยอมส่งนางให้ข้าก็เพราะเจ้าเองก็รู้ดีถึงเหตุผลนั้น ข้าอาจพิจารณาปล่อยเจ้าไปหากเจ้าให้ความร่วมมือด้วย”

ข้าเหลือบไปมองกลุ่มคนที่ไล่ตามพวกเรามา “จากใจจริงข้าไม่คิดว่าทหารในสังกัดจอมพลเหิงจะพูดอะไรเช่นนี้เลยนะเนี่ย”

สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนเป็นเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารณ์ขณะศึกษาข้า ข้าเร่งม้าไปด้านหน้า และเขาก็ตามมาทันที เวลาผ่านพ้นไป ข้าสัมผัสได้ถึงลมหายใจของม้าที่เริ่มไม่เป็นจังหวะและข้าก็เริ่มตระหนก พวกเราเร่งผ่านพุ่มไม้สั่นและสะเทือนทุกสิ่งรอบข้างดุจสายลม

ข้าต้องรีบไปตามหามู่หรงอวี้หากข้าไม่อยากตายตรงนี้

แต่ว่า พวกเรายังอยู่ห่างไกลกันพอสมควร…

ให้ตายเถอะ! ทำไมกัน

ผืนดินแผ่กว้างออกเบื้องหน้าข้า เนินเขาเล็กๆแผ่ออกไปเป็นที่ราบไร้ขอบเขตซึ่งไม่มีที่ใดให้หลบซ่อนได้เลย ข้าพุ่งตรงไปข้างหน้าฝ่าสายลมรุนแรงยามค่ำคืน ร่างกายข้าเขม็งตึง และสติก็ยิ่งตื่นตัวยิ่งกว่าหลายเท่า

“เจ้าไปไหนไม่พ้นหรอก!” บุรุษผู้นั้นคำรามขณะแกว่งไกวอาวุธของเขา

คมกระบี่ของพวกเราปะทะกันกลางอากาศ จากนั้นเสียงโลหะกระทบกันก็ดังก้องขึ้นในความมืดมิด ข้ามองเลยกระบี่ไปที่ใบหน้าเลือดเย็นของเขา กระบี่ของพวกเราเฉือนสายลมและสะท้อนแสงสลัวออกมา ปลายกระบี่พลิกไปมา เล็งไปที่จุดตายทั้งหลายบนร่างกาย

เขาวาดกระบี่ลงมาซึ่งข้าหลบได้ทัน แต่เขาหมุนข้อมืออย่างไม่ทันคาดคิดก่อนจะฟันมาอีกรอบอย่างรวดเร็ว เร็วเกินกว่าข้าจะหลบทัน มันเฉือนลงไปบนแขนขวาของข้าและเลือดก็ไหลลงมา เขาฟันมาอีกครั้งทันที ข้ากอดเสี่ยวฉินหยุ่นกับถือบังเหียนไว้ด้วยแขนข้างหนึ่งและใช้แขนข้างที่บาดเจ็บป้องกันการโจมตีของเขา ข้ารู้สึกได้ว่าข้อมือข้าล้าขึ้นในทุกครั้งที่ใช้มันกัน รู้ตัวอีกทีกระบี่ของเขาก็กำลังเคลื่อนมาหาข้า ข้ารู้สึกได้ถึงเม็ดเหงื่อที่ไหลลงตามใบหน้าขณะที่ข้ามองมันเข้ามาใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น

“เกาะไว้!” ข้าพึมพำ นางพยักหน้า

ข้าใช้ขาหนีบม้าไว้แน่นและมันก็กระโจนสูงขึ้นไปบนอากาศ ข้าใช้กระบี่ข้าปะทะกับเขาก่อนที่กระบี่ทั้งคู่จะลอยขึ้นไปกลางอากาศ

“เจ้า-!”

ทันใดนั้น เสียงลมกรรโชกก็ดังขึ้นกลบทุกเสียงอื่นใด

ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเราจะยื้อไปได้อีกนานเท่าไรแม้ว่าม้าจะวิ่งเต็มฝีเท้าแล้วก็ตามที ข้ารู้เพียงแค่ว่าการก้าวไปข้างหน้าได้อีกก้าวหมายความว่าโอกาสที่เราจะรอดชีวิตจะสูงขึ้น บุรุษผู้นั้นจะไม่ปล่อยข้าไปแน่ๆแม้ว่าข้าจะส่งเสี่ยวฉินหยุ่นให้อย่างว่าง่ายก็ตาม

อาชาสงครามเริ่มหายใจหอบผิดจังหวะและลดความเร็วลง ข้ามองเห็นชายด้านหลังใกล้เข้ามา

เร็วอีก!

เร็วขึ้นอีก!

อีก!

เสียงแหลมคมดังขึ้นจากด้านหลัง

ข้ารู้ตัวอีกที ความเจ็บก็แผ่กระจายเต็มหลังแล้ว เสียง ‘ปึก’ ขณะหัวลูกธนูปักเข้าไปในเนื้อดังกระจ่างชัด ร่างข้าเอนไปด้านหน้าจากแรงกระทำและเกือบจะร่วงหล่นจากหลังม้า ข้าเหนี่ยวเสี่ยวฉินหยุ่นและสายบังเหียนในมือไว้ ข้าไม่กล้าที่จะปล่อยมือ ข้ารู้สึกได้ว่าบางสิ่งเฉี่ยวผ่านขมับไป หลังข้าถูกแทงอีกครา ข้าฝืนไม่ไหวแล้ว โลหิตหลั่งผ่านริมฝีปากข้าลงมา ข้าถูกโยกไปมาตามทางขรุขระ ของเหลวอุ่นๆไหลตามลงมาตามแผ่นหลัง หางตาข้ามองเห็นภาพลูกศรขนนกสองดอกปักหลังข้า

ข้ารู้สึกเหลวราวกับวุ้น หนังตาปิดลง ภาพพร่าเลือน ข้ารู้สึกถึงสติที่ค่อยๆหลุดลอยออกไป

“จำไว้ ไม่ต้องสนใจข้าถ้าเกิดข้าตกลงไป มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเสีย ไปหาองค์รัชทายาท…”

ข้าไม่รู้ว่าหลังจากนั้นข้าพูดอะไรออกไปบ้าง

ข้าเห็นแต่เปลวเพลิงลูกเล็กๆส่องประกายในที่ห่างไกล

ข้าได้ยินเพียงเสียงการต่อสู้ดังอยู่ค่อยๆ

ความเจ็บปวดที่หลังของข้า มันชาไปแล้ว… ชาเสียจนไม่หลงเหลือความเจ็บปวดอยู่แล้ว

 

http://bltranslation.blogspot.com/2014/11/cold-sands-ch10.html?m=1


 

อยากพาฮั่นซิ่นไปทำบุญสะเดาะเคราะห์เสียเหลือเกินค่ะ แทบจะไม่มีตอนไหนไม่เจ็บตัวเลย555

เพจ www.facebook.com/wanderingcat13

ทะเลทราย 9 | สะพรึงขวัญ (100%)

ทันทีที่ข้ายืดตัวขึ้นก็เห็นประกายโลหะจากด้านหลัง ข้าเอียงศีรษะหลบตามสัญชาตญานแล้วก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่เย็นและแข็งแนบอยู่กับลำคอ

“อยู่นิ่งๆ” เสียงที่เบาแต่แข็งกร้าวสั่งขึ้น

ข้าหายใจออกอย่างแผ่วเบาด้วยพยายามจะสงบสติอารมณ์ตัวเอง ในความมืดมิดของยามค่ำคืน ข้าสังเกตเห็นเงามืดแต่งชุดดำหลายเงา พวกเขาปิดบังใบหน้าไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาและมีดสั้นวาววับ

คนเบื้องหน้าข้าดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า เขากำมือบนด้ามมีดแน่น เผยจิตสังหารออกมาและจับจ้องมาที่ข้า

 

“เจ้าคือใคร” เขาเอ่ยถาม

ข้าระงับหัวใจที่เต้นรัวเร็วของตนแล้วนิ่งเงียบพยายามจะคิดหาคำตอบ การที่พวกมันสามารถฝ่าการตรวจตราอย่างเข้มงวดและมาปรากฎกายที่นี่ได้แสดงว่าพวกมันมีฝีมือพอสมควร พวกนี้มาจากหยางหรือว่า…

ข้าไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่ ดังนั้นอาจจะเกิดเรื่องยุ่งยากได้หากข้าเผลอพลั้งพูดอะไรออกไป ข้ามองไม่เห็นใบหน้าเขาแต่ข้าสังเกตถึงความแข็งในวาจาของเขาว่ามีสำเนียงของเมืองหลวงซ่อนอยู่

เมืองหลวง! หัวใจข้าเต้นไม่เป็นจังหวะ

ชะตากรรมของข้าขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

“เจ้าคงจะไม่รู้ใช่ไหมว่าใครนอนอยู่ในโลงนี้”

พริบตาถัดมา คมมีดฝังเข้ามาลึกขึ้นเล็กน้อย ดันให้ข้าถอยกลับ แต่ข้ายังคงสบตากับเขา

“ถ้าเจ้ามาเพื่อท่านอ๋องล่ะก็ วางใจเถิด ข้าอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้า”

“อย่างงั้นหรือ” เขาเอ่ยถามอย่างระแวง

ข้าสัมผัสได้ถึงเหงื่อเย็นๆที่ไหลลงมาตามแผ่นหลังข้า แต่ข้าก็พยายามคุมเสียงตัวเองให้นิ่ง

“ใครบ้างล่ะที่จะไม่รู้เรื่องการเสียสละอย่างทรงเกียรติ์ของท่านอ๋อง ราชวงศ์คงไม่ยอมให้ร่างที่เหลืออยู่ของท่านหายไปแน่นอน ดังนั้นข้าจึงคาดว่าพวกเจ้ามาเพื่อนำท่านอ๋องกลับไป ถูกหรือไม่”

ศีรษะเขาเอียงอย่างเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น แต่เขายังคงไม่ปลดมีดออก “เจ้าฉลาดดีนี่ แต่ช่างโชคร้ายเสียจริงที่ผู้ที่รู้น้อยย่อมมีชีวิตยืนยาวกว่า

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ข้าก็พอเดาสถานะของคนกลุ่มนี้ได้ พวกเขาคงจะเป็นองครักษ์เงา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของท่านลุง

ข้ารู้ว่าท่านลุงมีกลุ่มคนที่พร้อมถวายชีวิตให้สกุลฮั่นโดยขึ้นตรงต่อท่านลุง ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคือใคร ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่เมื่อเจ้านายของพวกเขาออกคำสั่งแล้วพวกเขาจะลงมือปฏิบัติให้ลุล่วงโดยไม่มีความสั่นคลอนในความจงรักภักดิ์ดีแม้แต่เพียงนิด องครักษ์เงาเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สกุลฮั่นได้รับอำนาจมากมายในสภาหลวงในทุกวันนี้

“ขอเถอะ ท่านทำเกินกว่าเหตุมากเลยนะ ข้าเพียงแต่อยากแสดงความเคารพต่อท่านอ๋องที่มีความภักดิ์ดีอย่างไร้ที่สิ้นสุดต่อแคว้นของพระองค์ เป็นเรื่องที่สมควรแล้วถ้าท่านสามารถนำร่างของพระองค์กลับแคว้นรุ่ยได้”

เขานิ่งเงียบและสังเกตข้า ทำให้ท้องข้ารู้สึกปั่นป่วนไปหมด

“ข้าเป็นเพียงเชลยศึกเท่านั้น ชีวิตข้าไม่มีความหมายอะไร” ข้าตรึงสายตาเขา “แต่ที่นี่ถูกคุ้มกันหนาแน่นมาก การเข้ามาที่นี่ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ และดูจากการที่เจ้ายังต้องพาท่านอ๋องออกไป คงไม่ใช่เรื่องฉลาดที่จะก่อความวุ่นวายตอนนี้ ใช่หรือไม่”

“เจ้าข่มขู่ข้ารึ” สายตาเขาเยือกเย็นดั่งหินผา

“ข้าไม่กล้าหรอก” ข้าสั่นศีรษะ “ข้าแค่กล่าวตามที่เห็นก็เท่านัน”

ท่านลุงไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดหรือโอกาสล้างแค้น ข้ากลัวว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่หากพวกเขาล้มเหลวจะมีเพียงความตายเท่านั้น

ข้าระงับตัวเองไม่ให้แสดงความหวาดกลัวออกไปและจ้องมองเข้าไปในตาเขา เขาหลบสายตา ท่าทางข้าจะพูดได้ตรงจุดแล้ว หลักการของข้าคือจะไม่ทำอะไรมากเกินควร ข้าพูดสิ่งที่ต้องพูดไปแล้ว ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะตัดสินใจอย่างไร

เวลาผ่านไปขณะที่เขาครุ่นคิด

“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเชื่อใจเจ้าได้”

ข้าอธิบายเบาๆ “ข้าเองก็เป็นราษฎรของแคว้นรุ่ย ข้าถูกจับมาเมื่อไม่นานมานี้ ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อมาเฝ้าร่างของท่านอ๋องจริงๆ เท่านี้จะทำให้ข้าคู่ควรแก่ความเชื่อใจของท่านได้หรือไม่”

เขาจ้องข้าอย่างแน่วนิ่ง ซึ่งข้าก็กระทำตาม

ความเงียบอันแสนอึดอัดห่อล้อมพวกเราทุกคนที่นี่เอาไว้

จากนั้นความเย็นก็หายไปจากลำคอข้า เขาพลิกข้อมือแล้วจากนั้นมีดก็หายไปด้วยเช่นกันเขาถอยหลังเล็กน้อย ยังคงจับจ้องข้าอยู่

“เปิดโลงซะ!”

พวกเราอยู่ห่างจากค่ายพอสมควร องครักษ์เงามีประสิทธิภาพสูงมาก พวกเขาเก็บและห่อร่างของท่านอ๋องจนเสร็จเรียบร้อยโดยใช้เวลาเพียงน้อยนิด

“ข้าขอขอบใจ แม้จะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใครก็ตาม” เขาพูดพร้อมด้วยมีดสั้นในมือ

ข้าฉีกยิ้ม “ข้ามั่นใจว่าการกลับคือสู่บ้านเกิดเมืองนอนคือประสงค์ของท่านอ๋อง ที่ข้าทำนั้นแทบไม่นับเป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ”

เขาไม่ตอบโต้และค่อยๆถอยห่างจากข้าองครักษ์เงาคนอื่นด้านหลังเขาก็ถอยออกเช่นกันพร้อมจะหายไป ข้ามองพวกเขาจากไปด้วยความโล่งใจ

จู่ๆเสียงตะโกนก็ดังก้องขึ้นมา “อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้!”

ข้าไม่ทันแม้แต่จะมองว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำเมื่อสายลมแรงพัดผ่านใบหน้าข้าก่อนจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง

ข้าหันไปเพียงเพื่อจะมองเห็นเงามืดจำนวนมากมายปรากฎตัวขึ้นในความมืด

หัวหน้าองครักษ์เงาแผดเสียง “พ่อมันเถอะ! มันคือกับดัก!”

ก่อนที่เขาจะทันพูดจบ ทุกสิ่งรอบตัวข้าก็หมุนวนด้วยความเร็วดุจสายฟ้า กองกำลังทั้งสองปะทะกันก่อนข้าจะทันประมวลว่าเกิดอะไรขึ้น

ในชั่วพริบตา ฝุ่นและละอองถูกพัดขึ้นและหมุนวนกลางอากาศ ความเงียบงันเมื่อชั่วครู่ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงตะโกนรุนแรงและเสียงอาวุธกระทบกัน ราตรีอันสงบเงียบหายไปอย่างสิ้นเชิง

โลหิตสาดกระจายไปทุกทิศทาง เสียงแห่งสงครามดังก้องอย่างไม่สิ้นสุด ประกายโลหะ หัวธนูที่เฉี่ยวกัน สีแห่งสนธยา เปลวเพลิง และอิฐแลดูล่องลอยอยู่กลางแสงจันทร์ซีดเซียว

ถึงแม้พวกเขาจะฝึกฝนในศาสตร์ของตนมาอย่างหนักหน่วง องครักษ์เงาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทหารหนางที่โชกเลือดมาในศึกนับร้อย ข้าถอยกลับ ทีละก้าวๆ ในขณะที่เหงื่อเย็นๆไหลออกมา

อ๊ากกกก

โอ๊กกกก

ข้าไม่รู้ว่าสถานการณ์ดำเนินไปถึงขั้นไหนแล้วแต่คงเป็นการดีที่สุดที่จะรีบเผ่นออกไปจากที่นี่เสีย ข้าโค้งตัวและใช้ความวุ่นวายเป็นเครื่องกำบังในการหลบหนี

“ฆ่ามันซะ! เจ้านั่น!” ใครบางคนตะโกนไล่หลังมา

ฟิ้ววว ฟิ้ววว บางสิ่งเฉี่ยวใบหน้าข้าไปในเวลาเดียวกันกับที่ประกายโลหะพัดผ่านลานสายตาข้า แช่แข็งโลหิตในกาย

ทุกสิ่งยังคงรายล้อมตัวข้า เสียงตะโกน คมดาบที่กระทบกัน และเสียงโลหะปะทะกัน ข้ายังไม่ทันได้ขยับไปเกินสองคืบในตอนที่บางอย่างส่องประกายเบื้องหน้าข้าและคมดาบฟันลงมา ข้าสัมผัสถึงมันผ่าลงมาที่ไหล่ซ้ายของข้าราวกับจะแยกข้าเป็นสองส่วน ความหวานแผ่ซ่านในปากข้าและโลหิตก็กระซ่านออกมา สายตาข้ามืดมัว ส่วนขาก็เหลวราวกับวุ้น

หัวหน้าองครักษ์เงาคว้าปกเสื้อข้าด้วยร่างโชกเลือด ดวงตาเหนือหน้ากากของเขาส่งความเย็นยะเยือกไปตามสันหลังข้า

“เจ้าเกือบหลอกข้าได้แล้ว”

จากนั้นสิ่งเดียวที่ข้าเห็นคือสายตาหนาวเหน็บซึ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ข้ากัดฟันแล้วหอบเอาอากาศเข้าปอด โลหิตนองในปากข้าและไหลออกมาไม่หยุดยั้ง ทำให้ข้าพูดอะไรออกไปไม่ได้

ข้าปิดตาลง

คราว-นี้-ข้า-ได้-ตาย-จริง-แน่


“พอแล้ว! พอแล้ว!”

เสี่ยวฉินหยุ่นห่อปาก แลดูไม่เต็มใจ “เลิกบ่นได้แล้วน่า ข้าเองก็คงไม่มาทำอะไรอย่างนี้หรอกนะถ้าไม่ใช่ว่าอวี้ที่รักขอให้ข้าทำน่ะ”

คลื่นความเจ็บแล่นผ่านไหล่ข้า ข้าถูกพันตัวราวกับผีดิบแต่ก็ยังคงเจ็บไปทั้งร่างอยู่ดี ราวกับไขสันหลังถูกดึงออกจากกระดูกข้า ข้าไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะมาต่อล้อต่อเถียงกับสาวน้อยตรงหน้าแต่ข้าก็ทำได้เพียงยิ้มและขอให้นางออกไปอย่างสุภาพ

นางวางมือไว้ที่เอวบางๆของนางแล้วหมุนไปรอบๆพลางยิ้มอย่างซุกซน “มีท่านหญิงมาส่งยาให้ด้วยตนเองไม่ใช่อะไรที่คู่ควรกับเจ้าหรอกนะ แต่จากการที่เจ้าช่วยอวี้ที่รักของข้าเอาไว้… คราวนี้ข้าจะยอมใจกว้างหน่อยก็ได้!”

ข้าหัวเราะแห้งๆ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมข้าถึงผลักเขาออกไปอย่างไม่ทันได้คิดและรับดาบแทนโดยไร้ซึ่งเหตุผลใดใด ใครจะรู้ว่ารอบนี้ข้าจะต้องติดอยู่บนเตียงไปนานเท่าไร

ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมแต่ข้าคงต้องยอมรับความจริง ข้าเดาว่าข้าคงแค่ไม่อยากเห็นเขาตายหรือได้รับบาดเจ็บ

มองดูนางยิ้มระหว่างที่ข้านอนเอนพิงหมอน มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นผ่านหัวข้า

ทำไมข้าถึงดวงซวยได้ขนาดนี้

“อวี้ยาใจของข้าได้รับบาดเจ็บเพียงแค่เล็กน้อย หมอบอกว่าเขาจะรักษาหายในเวลาเพียงไม่นาน” นางฉีกยิ้มแล้วปรบมือ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับอวี้ที่รักของข้า”

‘ที่รักของข้า’ ‘ยาใจของข้า’ งั้นหรือ ถ้าข้าเป็นเขาละก็ ข้าคงดำรงชีพได้โดยการขายน้ำตาลจากความหวานเลี่ยนของนาง

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ท่านหญิง รบกวนช่วยออกไปด้วย” ข้าชี้ไปที่ประตู เพิกเฉยต่อความเจ็บปวด “นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเชื้อพระวงศ์หญิง”

นางนั่งเฉยบนขอบเตียงราวกับข้าไม่ได้พูดอะไร นางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าจะให้รางวัลเจ้าจากการที่เจ้าช่วยเขาไว้ บอกความต้องการของเจ้ามา แล้วเจ้าจะสมปรารถนา”

ข้าชะงัก ความคิดก่อตัวขึ้นขณะที่ข้ามองสีหน้าร่าเริงของนาง

การเข้าและออกจากค่ายไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับท่านหญิง และข้าก็ไม่คิดว่ามู่หรงอวี้จะทำอะไรได้หากข้ากล่อมนางให้พาข้าออกจากที่นี่แล้วค่อยสลัดนางออกทีหลัง

หลังจากแผนก่อตัวขึ้นชัดเจน ข้าหายใจเข้าเพื่อจะเปล่งเสียงแต่มันทำให้ข้าต้องส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวด แผลที่ดูจะสมานตัวแล้วเปิดออกอีกครั้ง และความเจ็บปวดก็ทิ่มแทงไปทั่วร่างข้า

การต้องมาเห็นข้าโน้มตัวไอดูจะทำให้นางไม่สบายใจอย่างยิ่ง

“ฮั่นซิ่น! ฮั่นซิ่น! เจ้าเป็นอะไรไหม ยังเจ็บอยู่เหรอ ข้าควรเรียกหมอรึเปล่า”

ดูเหมือนว่าแผลจะเปิดออกอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ผ้าพันแผลสีขาวถูกย้อมเป็นสีแดงฉานในพริบตา ข้าอ้าปากค้างก่อนจะขบกรามแน่น

“ข้าไม่เป็นไร” ข้าส่ายมือ

นางยื่นยามาให้ด้วยสีหน้าห่วงใย “แน่ใจหรือ เจ้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย”

ข้ารับมันมาและเปิดออกดม “ดูท่าจะเป็นของแพงนะนี่”

“แน่อยู่แล้วสิ ข้าต้องเตรียมยาที่ดีที่สุดมาให้อวี้แสนกล้าหาญของข้าอยู่แล้ว” นางหรุบสายตา ขนตาสั่นไหวเล็กน้อย จมูกรั้นของนางดูน่ารักในมุมนี้

“ทั้งหมดนี้ถูกนำมาจากพระราชวังหลวงของหยาง คราวนี้เจ้าโชคดีมากจริงๆ”

“งั้นหรือ” ข้ายิ้มขณะเล่นกับขวด “ถ้าอย่างนั้นข้าต้องขอขอบใจท่านด้วย ท่านหญิง”

นางดูพอใจอยู่ชั่วครู่แต่ถัดมานางก็ทำสีหน้าจริงจัง “นี่ เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนะว่าเจ้าต้องการอะไร”

 ข้าหัวเราะอย่างขบขันก่อนจะตอบ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะพูดออกมาตรงๆเลยละกันถ้าท่านยืนกรานเช่นนี้ ท่านหญิง” ข้านั่งให้ตรงขึ้น “องค์รัชทายาทคอยจับตามองข้าตั้งแต่ข้ามาที่นี่และข้าก็เบื่อจนจะตายอยู่แล้ว ถ้าท่านสามารถพาข้าออกไปหาเรื่องสนุกข้างนอกทำได้ข้าจะดีใจมาก”

ดวงตานางเบิกกว้างก่อนนางจะกระโจนมาหาข้า “เรื่องสนุกงั้นหรือ แถวนี้มีอะไรสนุกๆให้ทำด้วยหรือ”

ข้าพยักหน้า “ถึงตอนนี้ที่นี่จะกลายเป็นค่ายทหารไปแล้วแต่ก็มีเมืองอยู่แถวนี้ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็คิดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเทศกาลอะไรในช่วงเวลาเช่นนี้หรอก”

“ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ” คิ้วเรียวบางของนางขมวดเข้าหากัน “ที่รักของข้าเอาการเอางานตลอดเวลาเสียจนข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว”

“ข้าอาจพิจารณาเรื่องทำดีกับเจ้ามากขึ้นถ้าเจ้าไม่ปากพล่อยน่ะนะ”

ข้าสะดุ้งจนวิญญานแทบจะออกจากร่าง และแม้แต่เสี่ยวฉินหยุ่นก็เผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ

มู่หรงอวี้ก้าวผ่านประตูด้วยสีหน้านิ่งเฉย และมองนางด้วยสีหน้าเย็นชาขณะเขาก้าวเข้ามา เธอรีบกุลีกุจอไปที่ประตูที่เปิดอยู่ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างฉับไวแล้ววิ่งจากไปพร้อมด้วยถาดในมือ

ข้าไม่แน่ใจว่าควรจะขำหรือสงสารเด็กสาวคนนี้ซึ่งมีพลังงานมากล้นเหลือเหลือเกิน ข้าสงสัยว่าเมื่อใดกันนางถึงจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง เพราะถ้าดูจากพื้นอารมณ์ของเขา ข้าเกรงว่าเขาจะชอบเพียงผู้หญิงที่มีน้ำอดน้ำทนและจิตใจกว้างขวางเท่านั้น

“เจ้ายิ้มทำไม ข้าสงสัยว่าการได้รับบาดเจ็บนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้ยิ้มได้งั้นหรือ”

หลังถอนสายตาออกจากประตู ข้าเห็นเขานั่งอยู่บนเตียงเสร็จสรรพพร้อมด้วยขมวดคิ้วอย่างไม่พึงพอใจ

ข้าส่ายศีรษะขณะถือขวดไว้ในมือ “ย่อมไม่ใช่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว ข้ายังจะทำอะไรได้อีกหรือ”

สายตาเขาอ่อนลง เขานิ่งก่อนที่จะถามขึ้น “เจ้ารู้สึกดีขึ้นหรือยัง”

ข้าพยักหน้า “มันไม่ได้ลึกจนเกินไป ข้าคงยืนได้อีกในอีกไม่กี่วันนี้แหละ อ้อ ใช่” ข้าชี้ไปที่เขา “ท่านหญิงบอกว่าเจ้าก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน”

เขาส่ายศีรษะ “ไม่นับเป็นอะไรได้หรอก” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ

แล้วเขาก็หันมาหาข้า “กินยาเสีย อย่างไรข้าก็ให้นางเอามาถึงนี่แล้ว”

ข้าเขย่าขวดหยกในมือ รู้สึกได้ถึงวัตถุกลมๆกลิ้งไปมาเบาๆผ่านผิวขาวบาง ข้าเปิดฝาออกและกลิ่นสมุนไพรก็ฟุ้งออกมา ข้าโยนเข้าไปในปากสองสามเม็ด ขม แหวะ ช่างเถอะ อย่างไรข้าก็ชินเสียแล้วหลังจากหลายวันมานี้ได้กินยามากกว่าข้าวเสียอีก

ข้าสัมผัสได้ถึงสายตาคาดเค้นของเขาไล้ผ่านใบหน้าข้า

“เจ้าไปที่นั่นทำไม ทำไมถึงไม่เข้านอน” เขาถามเข้าประเด็น

ข้าสังเกตได้ถึงอารมณ์ที่เลวร้ายลงของเขาจึงรีบกลืนยาลงไป

“ข้าแค่ไปเคารพศพท่านอ๋องเท่านั้นเอง! อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ใช่พวกมัน”

เขายังคงสำรวจข้าต่อและข้าก็รีบเปลี่ยนเรื่อง

“สุดท้ายแล้วเจ้าทำอย่างไรกับพวกนั้น แล้วท่านอ๋องล่ะ”

“มีบางคนหลุดรอดไปได้ พวกมันคงจะตายกันหมดถ้าไม่ใช่เพราะข้าเจอเรื่องยุ่งยาก”

ข้าถอนใจเบาๆ ไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกอย่างไรดี ฝ่ายทหารหยางอยู่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดเท่าที่ข้าจำได้ และมู่หรงอวี้ก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะปล่อยให้พวกนั้นหลบหนีไปได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น…

“เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ” เขาถามอย่างอ่อนโยนพลางดันคางข้าขึ้น

ข้าสะดุ้งและผละออก แต่เขาเพียงแค่ยิ้ม แลดูไม่สะทกสะท้าน

“ข้าพูดหลายรอบแล้วนะ องค์รัชทายาท” ข้าปัดมือเขาออกอย่างกระวนกระวาย “โปรดระมัดระวังกริยาท่านด้วย”

คิ้วเขาโก่งขึ้น “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาขอให้ข้าทำเช่นนั้น อย่าลืมว่าเจ้ายังติดค้างข้าอยู่”

ข้าส่ายศีรษะและปลดเสื้อข้า

“ข้าไม่คิดว่าข้าติดค้างอะไรท่านแล้วนะ” ข้าชี้ไปที่ผ้าพันแผลเปื้อนเลือดที่ไหล่ซ้ายของข้า

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นมืดมนและคิ้วของเขาผูกเข้าด้วยกันอีกครั้ง “เจ้ากำลังจะสื่อว่านั่นคือเหตุผลที่เจ้าช่วยข้างั้นหรือ”

ข้าเอียงศีรษะอย่างลังเล เหตุการณ์ตอนนั้นเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่มีเวลามาครุ่นคิดสิ่งใด ไม่ต้องพูดถึงหนี้ที่ข้าติดค้างเขาอยู่ ข้าเพียงผลักเขาออกตามสัญชาตญานเท่านั้น

เขาจดจ้องอย่างรุนแรงจนข้ารู้สึกว่าเขาจะกลืนข้าเสียถ้าข้าไม่ให้คำตอบที่น่าพึงพอใจแก่เขา

ข้ายื่นปาก “ก็นะ เจ้าจะปฏิเสธงั้นหรือ ว่าถ้าไม่ใช่เพราะข้า-“

เขาแค่นเสียงแต่นิ้วเย็นเยียบของเขาลูบไล้ใบหน้าข้าอยู่ก่อนแล้ว พวกมันเคลื่อนลงช้าๆ ไปที่ริมฝีปากข้า แล้วเช็ดเอาสมุนไพรที่เหลือตรงมุมปากออกไปอย่างอ่อนโยน

“เจ้าช่างอ่อนต่อโลกยิ่งนัก” เขาพูดอย่างเนิบช้าและแผ่วเบา แต่ข้ากลับได้ยินทุกพยางค์อย่างชัดเจน “ที่คิดว่าเจ้าสะสางบัญชีเก่าได้ง่ายดายเช่นนี้ ข้าจะทำให้แน่ใจว่าเจ้าจะไม่คิดเช่นนี้อีก”

เขากระโจนมาและตรึงข้าไว้บนเตียง ข้าสะบัดหัวข้าไปด้านข้างและสัมผัสได้ว่าไหล่ข้าแยกออกอีกครั้ง

ความเจ็บปวดพุ่งไปตามแขนขาข้าไม่ว่าข้าจะพยายามอยู่นิ่งแค่ไหนก็ตาม ข้าพยายามใช้แขนดันอกเขาอย่างเต็มที่แต่เขาคว้าและดึงมันออกด้านข้าง แขนข้าปวดร้าวและไม่สามารถทำอะไรได้เลยซึ่งทำให้ข้ารู้สึกแย่ยิ่งขึ้นไปอีก

ข้าเห็นสายตาเขาไล่ลงจากใบหน้าไปยังอกข้า ตอนนี้สาบเสื้อข้าเปิดออก เผยให้เห็นไหล่ของข้า

ลมหายใจเขากระชั้นขึ้น

ข้าใช้โอกาสนี้ศอกใส่อกของเขา //ปึก// เขาเด้งตัวออกราวคันธนู เขาหรี่ตาลงราวกับเจ็บปวดแล้วนิ่งงัน ข้าหอบเอาอากาศพลางสังเกตเห็นคิ้วขมวดและริมฝีปากที่เม้มแน่นของเขา ดูราวกับเขาพยายามอดกลั้นอะไรบางสิ่งอย่างยากลำบาก

พวกเราทั้งสองหยุดอยู่ในท่านั้น เหลือเพียงเสียงลมหายใจของเราให้ได้ยิน เขาดูแย่ลงเรื่อยๆ สีเลือดหายไปจากใบหน้าเขาและเหงื่อเม็ดเล็กๆก็ผุดขึ้นบนหน้าผากมากมาย

“ปะ- เป็นอะไรไป” ข้าถามอย่างแผ่วเบา

เขากัดริมฝีปากเขาแล้วหอบเอาอากาศผ่านทางนั้น ร่างกายเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ขะ- เขาเป็นอะไรไป

หรือว่า…

ข้าไม่รู้ว่าข้าเอาแรงจากไหนมาลุกขึ้นแล้วฉีกเสื้อเขาออก สิ่งที่ได้เห็นทำให้ข้าตกใจกลัว หน้าอกเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวที่มีจุดสีแดงโผล่มาให้เห็นประปราย ข้ามองเห็นสะเก็ดสีแดงเข้มบนผิวใสของเขา เสื้อตัวในเขาเองก็ถูกย้อมด้วยสีแดงเข้มเช่นกัน

“เจ้า-?” ข้าสะบัดหน้าขึ้น

เขาไอและดึงเสื้อเขากลับ

“นี่คืออะไรกัน” ข้าคาดคั้น “ข้านึกว่าเจ้าบอกว่า ‘ไม่มีอะไร’ เสียอีก”

ข้าเอื้อมมือไปหาปกเสื้อเขาแต่เขาคว้ามือข้าไว้ “ข้านึกว่าเจ้าบอกว่าเจ้าไม่ติดค้างอะไรข้าแล้วเสียอีก ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงสนใจเล่า”

ข้าพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรดึงมือกลับหรือดึงคอเสื้อเขาดี มือข้านิ่งค้างอยู่กลางอากาศและข้าไม่แม้แต่จะสังเกตเห็นว่าเขากุมมือข้าอยู่ด้วยซ้ำ

“เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าไม่ต้องการจะเห็นข้าตาย” เขายิ้มอย่างสนุกสนาน

ข้าพลันรู้ตัวว่าเขากำลังหยอกข้าอยู่ ในเวลาเช่นนี้ด้วย

เขาจัดเสื้อของตนให้เรียบร้อยก่อนจัดการของข้าต่อ ข้าสั่นสะท้านเมื่อปลายนิ้วเย็นเยือกของเขาปัดผ่านผิวของข้า

ข้ากระแอม “เป็นฝีมือคนพวกนั้นหรือ”

เขาฉีกรอยยิ้มชั่วแล่นส่งให้ข้า

“เจ้าบอกว่าเจ้าชดใช้บุญคุณหมดแล้วงั้นรึ ข้าว่าคงไม่ใช่เช่นนั้น” เขาชี้ไปที่อกของตน “รู้หรือไม่ว่าข้าไปได้สิ่งนี้มาอย่างไร”

ข้าสั่นศีรษะ เขาถีบรองเท้าออกทั้งอย่างนั้นก่อนมานั่งขัดสมาธิตรงข้ามข้า

 

“ไม่ใช่ว่าคืนนั้นเจ้าทำบางอย่างตกงั้นหรือ ข้าอยากเก็บมันมาคืนเจ้าเพราะมันดูสำคัญกับเจ้าอย่างมาก แล้วก่อนที่ข้าจะรู้ตัวมันก็เกิดขึ้นแล้ว”

ข้าหรี่ตามองเขาอย่างไม่เชื่อถือ มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะทำอย่างนั้นเพื่อข้า

“แต่” เขาถอนใจ “มีบางคนเร็วกว่าข้า มันหยิบสิ่งนั้นแล้วหายไปโดยไร้ร่องรอย”

ข้าทำได้เพียงผิดหวังเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

“แล้ว มันคืออะไรหรือ”

“จี้หยก” ข้าตอบง่ายๆ “เป็นของแทนตัวพ่อแม่ข้าอย่างเดียวที่ข้ามี”

“อ้อ” เขาชะงัก สูญเสียความสำรวม “ก็ว่าอยู่ ข้าคิดว่า… มันเป็นของแทนใจเสียอีก”

เสียงเขาแผ่วลงและแผ่วลง แต่สีหน้าเขากลับแสดงความยินดี

“ห๊ะ” ข้าถาม “ไปเอามาจากไหนเนี่ย เจ้าโง่”

“ไม่มีทาง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าบุรุษอายุเท่าเจ้าจะไม่มีเลยสักชิ้น”

“หื้มมมมม ข้าไม่เหมือนเจ้านา ที่มีคุณหนูทั่วทั้งหยางกระโจนเข้าสู่อ้อมอกและมีของแทนใจเกลื่อนกลาดไปหมด” ข้ายักคิ้ว “แม้แต่ท่านหญิงเสี่ยวยังดั้นด้นมาหาเจ้าจากเมืองหลวง”

“เสี่ยวฉินหยุ่นน่ะหรือ” คิ้วเขาเลิกขึ้น “ยัยเพี้ยนนั่นน่ะนะ ข้าทนมองนางไม่ได้ด้วยซ้ำ”

ข้าเอนตัวพิงหมอนและตำหนิอย่างใจลอย “ไม่เอาน่า นั่นไม่ดีเลยนะ นางอุตส่าห์ทำขนมให้เจ้าอย่างยากลำบากแต่เจ้ากลับไม่ซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงที่เจ้าพูดไม่ดีถึงนาง นางจะใจสลายเอานะ”

“เจ้าคิดว่านาง’ทำ’อาหารได้งั้นหรือ นายหมายถึง’กิน’ใช่มั้ย” ปากเขาหงิกงออย่างขยะแขยง “ข้ารอดมาจากข้าศึกโหดหินตอนที่ติดอยู่ในทะเลทรายได้ แต่ตอนข้ากินขนมของนางข้าคิดขึ้นมาว่าข้าคงไม่รอดซะแล้ว”

ข้าระเบิดหัวเราะออกมาหลังเห็นสีหน้าบู้บี้ของเขา ข้าตบหลังเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ เขาเริ่มหัวเราะด้วยเช่นกัน เขามองขึ้นมาโดยศีรษะพิงกำแพงและยืดขาตรง ดวงตาเขาหรี่ก่อนจะปิดลง

“ฮั่นซิ่น?”

“หืม?”

“เจ้ามีผู้หญิงอยู่ที่บ้านหรือเปล่า” เขามองหน้าข้า

ข้าคิดอยู่ชั่วครู่ “ไม่อ่ะ”

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยมีหรอกนะ” ข้าอธิบายหลังเห็นสีหน้างุนงงของเขา “ถ้าจะให้บอกว่า ข้าไม่เคยไปที่ย่านโคมแดง แม้แต่ข้าเองก็คงจะไม่เชื่อตัวเองเช่นกัน แต่ยังไม่มีใครที่ข้าชอบจริงๆจังๆ”

“ทำไมไม่มีล่ะ”

เมื่อได้ยินคำเหล่านี้ ท้องข้าก็บิดเป็นเกลียว

ไม่รู้ด้วยกลการใด ทั้งความสิ้นหวังและอุปสรรคทั้งหลายแหล่ที่ข้าเผชิญมาทำให้ข้าไม่สามารถเชื่อใจใครได้ ทั้งเครือญาติใกล้ชิด ทั้งสหายสนิท หรือจะเพื่อนร่วมงานที่น่าเคารพ กลายเป็นเรื่องยากสำหรับข้าที่จะแสดงอารมณ์และเชื่อถือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

“ไม่รู้สิ บางทีอาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ข้าได้รับมาตอนเด็กกระมังที่ทำให้ข้าไม่สามารถเชื่อใครทั้งใจได้ ดังนั้นข้าก็เลยชอบใครอย่างจริงแท้ไม่ได้”

สักพักเขาก็ถอนสายตาออกแล้วถอนใจ

“ข้าจำได้ว่า ตอนข้าอายุประมาณสิบห้า ท่านพ่อมอบนางบำเรอให้ข้า” เขามองตรงไปที่บานประตูที่เปิดอยู่ “นางทำอาหารได้ดีมากแต่ข้ากลับกลัวเกินกว่าจะกินอาหารที่นางทำทุกครั้ง”

“หลังจากนั้น” เขาระลึกอย่างใจเย็นพร้อมด้วยรอยยิ้ม “เกิดเรื่องขึ้นและประกฎว่านางทำงานให้พระสนมเอก โชคดีไปว่าโชคเข้าข้างข้า เพราะงั้นข้าว่าข้าก็คงเหมือนเจ้าในบางเรื่องกระมัง”

ท้องข้าบีบตัวอย่างอึดอัดเมื่อข้ามองเงาร่างอันโดดเด่นของเขา ข้าเงยหน้าขึ้นมองหลังความเงียบชั่วครู่แล้วปะทะกับสายตาของเขา ไร้ถ้อยคำใดๆขณะดวงตาทั้งคู่ของเราประสานกัน

ข้าห่อปากแล้วฉีกยิ้ม “ข้ายังต้องขอบใจเจ้าอยู่ ถึงแม้เจ้าจะไม่ได้นำจี้กลับมาให้ข้าก็ตาม”

ร่างกายเขาเกร็งแน่นก่อนที่เขาจะเชิดสายตาขึ้นแล้วศึกษาใบหน้าข้า ข้าคงรอยยิ้มอ่อนโยนเอาไว้ บางสิ่งแปลกประหลาดก่อประกายขึ้นในสายตาเขาและริมฝีปากเขาก็โค้งขึ้น พวกมันวาดเป็นโค้งสวยงามที่สะท้อนความยินดีออกมา

เราคุยเรื่องสัพเพเหระสักพัก และไม่นานข้าก็เริ่มง่วง ข้าสะกิดเขาอยู่หลายครั้ง

“ไปได้แล้ว ข้าจะนอน เจ้าอยู่นี่แล้วมันอบอ้าวเกิน”

“ข้าก็ง่วงเช่นกัน” เขาพึมพำอย่างเกียจคร้าน “ข้าไม่อยากไปนี่”

“ไม่เอาน่า ไสหัวไปซะ”

ข้าคว้าผ้าห่มของข้าแล้วขดตัวหาตำแหน่งที่สบาย ในตอนที่ข้ากำลังจะเข้าเฝ้าเทพนั้นเองที่อยู่ดีๆลมหนาวก็พัดเข้ามาและทำให้ข้าสั่น ข้ามองขึ้นไปเห็นมู่หรงอวี้ยกผ้าห่มขึ้น

“เจ้าจะทำอะไร”

“นอน” ดวงตาเขาส่องประกายซุกซน

“กลับห้องเจ้าไปสิ” ข้าถลึงตาใส่เขา “เตียงนี่นอนสองคนไม่พอหรอก”

ข้าเอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มแต่เขากุมมือข้าไว้

“อะไรเล่า” เขากลอกตา “เจ้าจะไล่ข้าเรอะ”

“ข้าชอบนอนคนเดียว!”

เขายังคงยึดผ้าห่มไว้ไม่ยอมปล่อย “ทำไมเหมือนเจ้ากำลังเล่นตัวอยู่เลย”

ข้าสำลักน้ำลายตนเอง

ไอ้หมอนี่คิดอะไรอยู่กันแน่ เขามีเตียงขนาดมหึมาเป็นของตัวเองแต่กลับอยากมานอนเบียดอยู่กับข้า ถึงเขาจะเหนื่อยแค่ไหนแต่มันแค่เดินไปจากที่นี่ไม่กี่ก้าวเอง ถ้าสายตาฆ่าคนได้ละก็ ป่านนี้เขาไปนอนอยู่ในหลุมศพแล้ว

ข้าปลงแล้วพลิกตัวไปอีกด้านของเตียง “ตามใจ! ก็แค่บุรุษสองคนนอนบนเตียงเดียวกัน ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก”

เขาหัวเราะแล้วเอนตัวลงนอน ข้าไม่อยากจะสนใจเขาจึงหันหลังใส่แล้วห่อผ้าห่มคลุมตัวข้า ข้ารู้สึกง่วงงุนขึ้นมาแทบจะทันที

มันอึดอัดเกินไป

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การได้นอนอย่างอบอุ่นและสบายก็ไม่แย่เช่นกัน

(แปลจาก http://bltranslation.blogspot.com/2014/10/cold-sands-ch9.html?m=1)


 

ฮั่นซิ่นคนปากแข็งเอ๊ยยย สู้ต่อไปนะมู่หรงอวี้555

คือ จะบอกว่า… เพิ่งค้นพบว่าจริงๆแล้วเรายังไม่ได้กด publish เพจในเฟซ แหะๆ 

เพราะงั้น ขอฝากเพจอีกรอบนะคะ @wanderingcat13 เอาไว้อัพเดตสถานะการแปลนะคะ 🙂 

ทะเลทราย 8 – ที่ใด

“นี่! หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!” เด็กสาวสั่งเสียงดัง “ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้! ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเพิกเฉยข้า!” 

ข้าเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ด้านหน้าเธอพร้อมด้วยข้าวของเต็มอ้อมแขนขณะนางโวยวายใส่ข้า 

ปึง! 

แส้สะบัดผ่านไป ข้ารีบก้าวไปหลบหลังเสาที่ปลอดภัยจากมัน 

“ลูกผู้ชายตัวจริงต้องกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา! ไม่ใช่หนีมัน!” หล่อนพยายามยั่วโมโหข้าอย่างสุดความสามารถ  

ข้าได้แต่สั่นศีรษะ เดินออกจากที่หลบซ่อน 

“ผู้หญิงนี่เอาใจยากจริงๆ” ข้าเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ 

“เจ้ากล้าดีอย่างไร! ข้าจะให้เจ้า-“

นางฟาดแส้ของนางแหวกอากาศอีกครั้ง แส้สาดลงมาราวสายฝนแต่ข้าหลบมันได้ทั้งหมดโดยปราศจากรอยแผลใดๆทั้งสิ้น 

ผ่านไปสักพักข้าว่านางคงเหนื่อยเสียแล้วจึงยืนนิ่งๆพิงกำแพง นางปาดหน้าผากจนแห้งและมองมาที่ข้าอย่างมุ่งร้ายขณะหอบหายใจ ข้ายักไหล่และยืนพิงเสาอีกต้นอย่างผ่อนคลาย

“เช้านี้ยังสนุกไม่พออีกหรือขอรับ ท่านหญิง ข้าพเจ้ายังมีเรื่องให้จัดการก่อนที่องค์รัชทายาทจะกลับมา ไม่อย่างนั้นข้าจะถูกลงโทษนะขอรับ“ 

 

เด็กสาวตรงหน้าข้าอย่างมากก็มีอายุไม่เกิน 17 ปีดวงตาและฟันของนางเปล่งประกายดังไข่มุกและแก้มของนางก็มีสีดุจกุหลาบโดยไม่ต้องเติมแต่ง นางดูราวกับหยกแกะสลักชิ้นงามขัดกับชุดสีแดงเพลิงของนางเป็นอย่างยิ่ง

ชื่อของนางคือเสี่ยวฉินหยุ่น หลานสาวของไทเฮาแห่งหยาง นางได้รับพระราชทานตำแหน่งท่านหญิงแห่งเจ้าเผิงนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก และได้รับการประคบประหงมมาตลอดนับจากนั้น ไม่เพียงแต่นางมีความสูงศักดิ์แห่งสายเลือดเชื้อสายเจ้า แต่นางยังมีความเร่าร้อนและนิสัยแบบที่ไม่ค่อยพบได้ในพวกคุณหนูทั่วไป

นางนั่งลงบนราว เลิกคิ้วขึ้น ดวงตาเปิดกว้าง “อย่าพยายามเอาอวี้ของข้ามาขู่ข้าเลย เขาไม่ทำให้ข้ากลัวหรอก อีกอย่างเจ้าเป็นแค่นักโทษต่ำต้อย เหตุใดจึงกล้าพูดกับข้าเช่นนี้” 

“ขอรับท่านหญิง” ข้าพยักหน้าและฉีกยิ้ม “ด้วยสายเลือดสูงศักดิ์ของท่าน ท่านสามารถดูถูกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้แม้แต่องค์รัชทายาทได้”

จากคำพูดของนาง นางคือคู่หมั้นของมู่หรงอวี้ นางเร่งมาที่นี่หลังจากได้ยินข่าวว่าเขาได้รับชัยชนะเพื่อมาเจอเขาและนำเอาคณะผู้ติดตามมาด้วยกว่า 100 คน ตอนนี้ค่ายทหารเต็มไปด้วยผู้คนมากมายจนไม่เหมือนค่ายทหารอีกต่อไป

มู่หรงอวี้มีมาตรการทางการทหารที่เข้มงวดและปกติย่อมไม่อนุญาตอะไรเช่นนี้ แต่เขากลับไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยให้เสี่ยวฉินหยุ่นทำตามใจชอบเพื่อรักษาหน้าองค์ไทเฮา 

“เจ้า-” หน้านางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนที่จะเด้งตัวขึ้นมาพร้อมแส้ในมือ 

ข้าหลบไปหลังเสาอย่างรวดเร็ว “รอประเดี๋ยวก่อน ถ้าท่านยังก่อเรื่องเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าองค์รัชทายาทจะไม่ส่งท่านกลับนะขอรับ ท่านก็รู้ว่าเขา- เขาไม่ใช่คนใจอ่อน”

ตาของนางหรุบลงพร้อมริมฝีปากที่ยื่นออกมา ไม่นานดวงตานางก็ปริ่มด้วยน้ำตา นางก้มหน้าลงและใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา

ข้าอดรู้สึกผิดไม่ได้เมื่อเห็นอย่างนี้

มันชัดเจนจนไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้วว่ามู่หรงอวี้นั้นไม่สนใจในตัว ‘คู่หมั้น’ ของเขาเลย เขาไม่ได้พูดอะไรกับนางมากมายในวันที่นางมาถึงอย่างเร่งรีบ เขาเพียงสั่งข้ารับใช้ให้จัดหาที่นอนให้นางโดยไร้ซึ่งถ้อยคำอ่อนหวานหรือปลอบโยนอย่างที่สุภาพบุรุษควรจะเอ่ย 

‘ข้าไม่ชอบนาง’ เขาหันมาหาข้าหลังจากเธอออกไปแล้วในวันนั้น ‘พ่อของนางคือมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ขุนนางที่มีอิทธิพลในสภาของหยาง เราไม่เคยหมั้นหมายอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ นางมาชอบข้าเอง อย่าคิดอะไรมาก’ 

ข้าได้ยินเสียงสะอื้นดังมาจากไหล่สั่นๆนั่น ในตอนนี้ นางก็เป็นเพียงเด็กสาวที่ผิดหวังจากรักคนหนึ่งเท่านั้น 

เฮ่อ ข้าแค่ทนเห็นสาวงามร้องไห้ไม่ได้เท่านั้นเอง 

ข้าเดินไปหานางและควักผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าตรงอกเสื้อ “เอ้า” 

นางสะอื้น ปฏิเสธที่จะรับของจากข้า ข้ายื่นมือออกไปมากขึ้น 

“ไม่ต้องห่วงน่า” ข้าปลอบ “นี่เพิ่งซักมาเอง สะอาดสุดๆไปเลย” 

“ข้าปฏิเสธที่จะรับของเน่าๆจากคนเช่นเจ้า” 

“งั้นก็ตามใจ” ข้ากลอกตาใส่ขณะดึงผ้าเช็ดหน้ากลับ “อย่างไรเสียข้าก็ต้องเอานี่ไปคืนองค์รัชทายาท พระองค์ทรงให้-” 

ในเสี้ยวพริบตา นางดึงผ้าออกจากมือข้า นางยึดมันไว้แน่นขณะใช้มันซับน้ำตา ไม่ยอมละจากมัน

ข้าแอบหัวเราะในหัว แม่สาวนี่หลงมู่หรงอวี้หัวปักหัวปำ แต่ไม่รู้ว่านางจะได้ใช้ชีวิตครองคู่สุขสันต์ไปชั่วนิรันด์อย่างที่หวังไว้หรือไม่ 

“เอาล่ะ เอาล่ะ เช็ดน้ำตาพวกนั้นซะ เราจะปล่อยให้คู่หมั้นเจ้ามาเห็นเจ้าในสภาพเช่นนี้ไม่ได้หรอก จริงไหม” 

นางส่งเสียงออกมาเบาๆซึ่งข้าแทบจะไม่ได้ยิน ข้าละความสนใจและยืนพิงราวกั้น ลมพายุเดือนเก้านำพาความเย็นที่เพียงพอจะแช่แข็งใบหน้าข้าได้มา ใบไม้พลัดตกจากต้นไม้ในบริเวณรายรอบหมดแล้ว ใบไม้แห้งใบสุดท้ายถูกลมปะทะจนร่วงหล่นจากกิ่งลงบนพื้นช้าๆ 

นางกัดริมฝีปากก่อนจะอ้าปากออกเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูดออกมาอยู่หลายครั้ง 

“ถามมาสิ” ข้าบอกนาง

“ข้า- ข้าอยากรู้ว่าอวี้ชอบอะไร” 

“หืมม” ข้านิ่งคิด “ก็นะ ข้าไม่เห็นเขาจะสนใจอะไรตั้งแต่ข้ามาเป็นคนรับใช้ให้เขา เขาทำหน้านิ่งทั้งวันอย่างกับมีอะไรมาจิ้มตูดอยู่อย่างนั้นล่ะ” 

“อวี้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ที่ข้าจำความได้แล้ว เย็นชา สันโดษ นางกำนัลบอกว่าเขาอายุหกปีในตอนที่แม่ของเขาจากไป เขาคุกเข่าอยู่หน้าโลงศพของนางและร้องไห้ทั้งคืน”

ข้าถอนใจเบาๆ ไม่มีความรู้สึกอื่นนอกจากความสงสารและเห็นใจ 

ข้าไม่ได้เป็นหนึ่งในราชวงศ์แต่ข้าก็รู้ดีว่าหากไร้ซึ่งการปกป้องจากมารดา องค์ชายก็จะไร้ซึ่งแรงสนับสนุนในสภา ข้าเกือบเห็นภาพเด็กชายใจสลายและโดดเดี่ยวคนนั้น ข้าสงสัยว่าเขาต้องทนทรมานและฟันฝ่าอุปสรรคมามากแค่ไหนกว่าจะมาถึงที่ๆเขายืนในวันนี้ได้ 

นางเงยหน้าขึ้นมา ดวงหน้านางกลายเป็นสีชมพู ดวงตาวอนขอ “บอกข้ามาให้หมดว่าที่รักของข้าชอบอะไรบ้าง ข้าอยากทำให้เขามีความสุข ข้าอยากให้เขาชอบข้า” 

ข้าขมวดคิ้วแต่ก็ไม่อยากทำให้นางผิดหวัง มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่อะไรสำหรับมู่หรงอวี้ที่จะมีคนมารักโดยไร้ซึ่งเจตนาแอบแฝงเช่นนี้ 

“อืมม” ข้าครุ่นคิด “ข้าได้ยินมาว่า หนทางสู่ใจบุรุษคือผ่านท้องของเขา ข้าว่ามันก็คุ้มค่าที่จะลอง ท่านพาพ่อครัวติดตามมาด้วยใช่ไหม” 

นางตั้งคางไว้บนมือ “นั่นก็ฟังดูเป็นไปได้ล่ะนะ และข้าก็รู้ว่าจานโปรดของเขาคือปอเปี๊ยะทอด พ่อครัวของข้าก็รู้วิธีทำมันด้วย!” 

ข้าพยักหน้าอย่งกระตือรือร้น “ดังนั้นท่านก็ต้องไปฝึกทำมัน เขาจะต้องประทับใจมากแน่ๆตอนที่ท่านยกปอเปี๊ยะนั่นร้อนๆไปให้เขา เขาจะตระหนักว่าคู่หมั้นของเขาทั้งอ่อนโยนและเพียบพร้อมและเขาก็จะชอบท่าน”

ช่างเป็นวิธีที่เชยสิ้นดี มีเพียงเด็กสาวเช่นนางนั่นแหละที่จะเชื่ออะไรแบบนี้ 

นางลุกขึ้นด้วยสีหน้าพออกพอใจ 

“เอาล่ะ ตกลงตามนี้” นางปรบมือและประกาศออกมาอย่างเริงร่า “ข้าจะไปหาพ่อครัวเดี๋ยวนี้แหละ”

ข้าถอนใจอย่างโล่งอก นางตามมาก่อกวนข้าทั้งเช้าเพื่อถามว่าข้ากับมู่หรงอวี้ทำอะไรกันคืนนั้นตอนที่นางมาถึง จะให้ข้าบอกนางว่าคู่หมั้นของนางชอบผู้ชายก็ไม่ใช่เรื่อง มันออกจะโหดร้ายเกินไปหน่อย 

ข้าโกยสิ่งของของข้าขึ้นแต่ก่อนที่ข้าจะได้ก้าวเดินนางก็เดินมาขวางไว้ 

“ฮั่นซิ่น อย่าเพิ่งคิดว่าเจ้าจะไปไหนได้” นางจ้องมาที่ตาข้า “อธิบายมาเสีย คืนนั้นเจ้ากับอวี้ของข้าทำอะไรกันอยู่” 

รอยยิ้มข้าแข็งค้าง ข้าสบถอยู่ในใจ ข้าคิดอะไรมาพูดเฉไฉไม่ออกเมื่อมองใบหน้าบอบบางอ่อนเยาว์ของนาง นางเลิกคิ้วขึ้น ไม่มีท่าทีจะยอมแพ้จนกว่าข้าจะยอมสารภาพ แต่ข้าก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ ข้าเพียงจ้องนางกลับพลางพยายามรักษาท่าทางให้ดูเป็นปกติ 

“พวกเจ้าสองคนทำอะไรกันอยู่”  

นั่นแหละ! ในที่สุดความช่วยเหลือก็มาถึง! ข้าจุดพลุในใจ 

ข้าเห็นมู่หรงอวี้ยืนอยู่กลางสนามเมื่อผินหัวไปเล็กน้อย สีเขาไม่ได้ดูดีนัก ดูขรึมกว่าปกติเล็กน้อย

“ฮั่นซิ่น” สายตาเขาตรึงอยู่ที่พวกเราสองคน แต่สีหน้าเขาไม่ผ่อนคลายลงแม้เพียงนิด”เจ้ายังทำงานที่ข้ามอบหมายให้เมื่อเช้าไม่เสร็จแต่กลับมีเวลามาคุยกับท่านหญิงงั้นหรือ”  

เสี่ยวฉินหยุ่นยกชายกระโปรงขึ้นแล้วก้าวไปหาเขาก่อนที่เขาจะทันพูดจบ 

“อวี้~!” เธอคว้าแขนเขาไว้พลางฉีกยิ้ม “หายไปไหนมาทั้งวันหรือ ที่รัก นี่สายมากแล้วนะฉินหยุ่นรอท่านตั้งนาน” 

ผู้ชายไม่ว่า ณ ที่ไหนคงใจอ่อนเมื่อมีหญิงสาวน่ารักมาเคียงข้าง แต่สีหน้าเขาคลายลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  

“ท่านหญิงแห่งเจ้าเผิง ตระหนักด้วยว่าท่านกำลังยืนอยู่บนค่ายทหาร ไม่ใช่จวนของท่าน ข้าแนะนำให้ท่านระมัดระวังกิริยาของตนด้วย” 

“โอ๊ยย ไม่เอาน่า ท่านจะผ่อนคลายสักครู่ไม่ได้เลยหรือ ทำไมต้องจริงจังตลอดเวลาด้วย” นางแลบลิ้นอย่างขี้เล่นและมองมู่หรงอวี้จากหัวจรดเท้า 

เขามองข้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ข้ายังสัมผัสได้ถึงความไม่เต็มใจ ข้าคงความเงียบไว้พลางเก็บของของข้า  

“มากับข้า ฮั่นซิ่น” เขาหยุดข้าไว้ก่อนข้าจะออกไป 

เมื่อข้าหันไป เขาหนีจากอ้อมกอดของเสี่ยวฉินหยุ่นมาได้ด้วยวิธีไหนก็ไม่ทราบและเดินจากมาแล้ว นางย่ำเท้าไปมา หน้าแดงก่ำ และกัดริมฝีปากตัวเองอย่างรุนแรง ข้าว่านางพยายามรักษามาดอย่างถึงที่สุดแล้วล่ะ ข้าพยักหน้าให้นางเล็กน้อยเพื่อเตือนเธอถึงคำแนะนำของข้า  

“ทำอะไรอยู่น่ะ” 

ข้าก้าวเร็วขึ้น

“เจ้านี่สบายใจเสียจริงนะ คุยเล่นกับท่านหญิงจนไม่สนงานสนการ” เขาพูดขึ้นมาอย่างสบายๆขณะจ้องมองข้า 

“หืมมมมม” ข้าตอบกลับอย่างสบายอารมณ์เช่นกัน “โอ้ ข้าไม่กล้าหรอก เพียงแต่ท่านหญิงซักข้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ในคืนนั้น นักโทษอย่างข้าจะกล้าขัดคำสั่งท่านหญิงได้อย่างไร” 

มู่หรงอวี้หยุดชะงัก ก่อนจะกล่าวกับข้า “ข้าว่า เจ้าเป็น… เป็นทหารรับใช้ของข้า จะเป็นอันดีที่สุดถ้าเจ้าไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับนาง” 

ฮึ่มมมม เจ้าก็แค่ไม่อยากเห็นคู่หมั้นเจ้าคุยกับชายอื่นเท่านั้นแหละ งี่เง่าสิ้นดี 

“ได้ขอรับ องค์รัชทายาท ต่อไปกระหม่อมจะไม่คุยกับท่านหญิงอีก พอใจหรือยังขอรับ” ข้าฮึมฮำก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงเบาแต่ชัดเจน “แต่ข้าอยากให้เจ้าหาเวลาไปคุยกับท่านหญิงและอธิบายว่าอะไรเกิดขึ้นในคืนนั้นพระนางจะได้ไม่ต้องมาคุยกับข้าอีก” 

เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้ม “คืนนั้นน่ะหรือ ข้าคิดว่าเจ้าจะจำไม่ได้เสียอีก” 

ข้าก้าวเดินช้าลงอย่างหวาดระแวง เขาหุบรอยยิ้มลง นัยตาฉายแววหดหู่ 

…………………………………………………………………

เสี่ยวฉินหยุ่นอยู่ในครัวกับพ่อครัวตลอดบ่ายโดยไม่ได้ก้าวเท้าออกมาข้างนอกแม้แต่นิดอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความที่นางเป็นคุณหนูที่ถูกพะเน้าพะนอมาโดยตลอดนั้นนางจึงไม่เคยแตะต้องงานบ้านมาก่อน จึงเป็นธรรมดาที่นางจะตะกุกตะกักและซุ่มซ่ามเมื่อต้องมาเรียนรู้อย่างกวดเข้มในเวลาจำกัด

ข้าไม่สามารถทนมองขนมอบร้อนควันฉุยบนโต๊ะเบื้องหน้าได้ แต่เมื่อข้าเห็นสีหน้ากระตือรือร้นของนางข้าจึงได้แต่คว้าขึ้นมาชิ้นหนึ่งและยัดมันใส่ปากข้า

ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ความจริงอันเป็นสัจนิรันดร์ 

ข้าบรรลุธรรมขึ้นมา

แค่ก! แค่ก! แค่ก!

ข้าว่าข้าเห็นยมฑูตมายืนอยู่ข้างหน้าข้านะ

…………………………………………………………………

มู่หรงอวี้มองข้าแปลกๆก่อนจะส่งถ้วยชามาให้แล้วก้มหน้าลงไปมองกระดานดังเดิม ข้ารู้สึกดีขึ้นหลังดื่มไปแล้วสองสามอึก

“เป็นอะไรรึ เจ้าไอไม่หยุดมาทั้งบ่ายแล้ว” เขาหยิบหมากสีขาวขึ้นแต่กลับยังอ้อยอิ่ง

คู่หมั้นของเจ้านี่เรียกได้ว่าคนละระดับจริงๆ แม้แต่ขนมหวานที่เธอทำก็อยู่คนละระดับ แม้แต่อาหารกองทัพก็สู้ไม่ได้ 

ก็นะ ข้าเกือบหลุดปากพูดออกไปแล้ว- แต่ข้าสัญญาว่าจะเก็บมันเป็นความลับ และข้าตั้งใจจะทำอย่างนั้น 

ข้าอธิบายไปอย่างคลุมเครือก่อนจะรอเขาลงหมากตาถัดไป หมากสีดำพร้อมอยู่ในมือ เขาอยากเล่นหมากกับข้าหลังจากเสร็จธุระตอนบ่ายแล้ว ซึ่งข้าก็ตกลงเพราะเบื่ออยู่พอดี 

เขาสีขาว ข้าสีดำ เมื่อแรกเริ่มหมากถูกวางลงอย่างรวดเร็ว กักล้อมและกำจัดสีตรงข้ามอย่างกระตือรือร้น จวบจนผ่านไปประมาณยี่สิบตาถึงเริ่มช้าลง 

ในขณะที่ข้าถูกสอนจากตาแก่ให้เปลี่ยนการรับให้กลายเป็นรุก การเดินของมู่หรงอวี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้าม ดุดันและฉับไว หมากของเขากวาดไปทั่วกระดาน 

ปึง เขามองขึ้นมาหลังจากวางหมากของเขาลงแล้ว ข้าครุ่นคิดก่อนจะวางหมากของข้าลง รอยยิ้มเขาหายไปทันใด รอยขมวดเข้ามาแทนที่ขณะเขายืดตัวขึ้นนั่ง 

มู่หรงอวี้เล่นอย่างรุนแรง ดึงดูดสายตาและแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของชัยชนะ ในทางกลับกันข้าดูเหมือนจะถอยแต่จริงๆแล้วกลับรุกคืบ วางแผนสำรองไว้ทั่วทั้งกระดาน หลายตาผ่านไปหมากสีขาวกับดำเริ่มมีจำนวนใกล้เคียงกัน เกี่ยวพันกันไปมา  

คิ้วดาบของมู่หรงอวี้ขมวดเข้าหากัน ทำให้เขาดูฉลาดและหล่อเหลา เขาเคาะหมัดเขากับขอบโต๊ะเบาๆขณะที่ข้านั่งนิ่งๆ วิเคราะห์ตาถัดไปของข้า

ข้าเคยเป็นเด็กเลือดร้อนมาก่อนและตาแก่ก็ให้ข้าเล่นหมากเพื่อฝึกความอดทน เมื่อเราเล่นหมาก เราต้องคิดการเดินล่วงหน้าให้ได้ก่อนอย่างน้อยเจ็ดตาถึงจะวางหมากลงได้ ตาแก่ว่าอย่างนั้น หลังจากแพ้ไปประมาณหมื่นแสนรอบข้าถึงได้เริ่มมีความอดทนและระมัดระวังมากขึ้น

ข้ามองมู่หรงอวี้วางหมากขาวของเขาลงบนกระดานและวางหมากของข้าตามลงไปทันที ทันใดนั้นทั่วทั้งกระดานก็เต็มไปด้วยจุดบอด รอยยิ้มแผ่กว้างบนหน้าเขาก่อนที่เขาจะจู่โจมมาทันทีทันใด ข้าถอยมาเรื่อยๆจนเขาเดินหมากเพียงไม่กี่ตัวอย่างมั่นใจ ข้ามองเห็นโอกาสอยู่เบื้องหน้าและคว้ามันไว้อย่างปราศจากความลังเล หมากสีดำถูกวางลงบนเป้าหมายทันที 

ตาเขาเบิกกว้างขึ้น ริมฝีปากเม้มแน่น มือชะงักค้างในอากาศ ไม่มีท่าทีจะวางหมากลง 

หลังเวลาผ่านไปสักพัก เขาโยนหมากเขาลงก่อนถอนใจเบาๆ “ข้าแพ้แล้ว”

“ท่านออมมือให้ข้าแล้ว องค์รัชทายาท” ข้ากระหยิ่มยิ้ม 

เขาพยักหน้ามาทางข้าก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ “ข้าดูออก ถึงแม้การเดินของเจ้าจะดูแผ่วและอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันทั้งเร็วและรุนแรง เมื่อฝ่ายตรงข้ามผิดพลาดแม้เพียงนิด ชัยชนะก็ตกอยู่ในกำมือเจ้าแล้ว” 

“กลยุทธของท่านทั้งเฉียบคมและแม่นยำพร้อมด้วยการรุกรุนแรง ซึ่งเป็นวิถีแห่งราชันพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” ข้าโยนหมากเล่นไปมา สัมผัสนุ่มนวลของมันให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนในมือข้า 

“พอเถอะ” เขาสั่นศีรษะอย่างขำขัน “ข้าฟังเจ้าพูดมามากเกินทนจนรู้ดีพอที่จะไม่เชื่อมันแล้วล่ะ” 

ข้ากำลังเก็บกระดานอยู่ในตอนที่เขาเอ่ยถามขึ้น “ฮั่นซิ่น เจ้ารู้ไหมว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดในยุทธวิธีทางการทหารทั้งปวง” 

“ประเมิณสถานการณ์โดยรวมอย่างละเอียดที่สุด ความสามารถของทั้งศัตรู และฝ่ายตนเอง นั่นจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ชัยชนะ” คำพูดเหล่านี้หลุดออกจากปากข้าก่อนที่ข้าจะรู้ตัว 

เขาพยักหน้าเบาๆอย่างเห็นพ้อง “หมากเทียบได้กับสงคราม ในทุกๆตาที่เดิน เจ้าต้องวางแผนล่วงหน้าไปอีกสิบตา และยังต้องวิเคราะห์แผนการของศัตรูให้ออก เมื่อทำได้ถึงจุดนั้นจึงสามารถผ่อนคลายและวางหมากลงได้ ศาสตร์แห่งหมากคือศาสตร์แห่งสงคราม และเจ้าก็เป็นรองแม่ทัพ” 

จากนั้นเขาก็หยุดข้าก่อนจะได้พูดอะไรออกมาและถามต่ออย่างสงสัย “ดังนั้นเหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นความสามารถในการวางกลยุทธของเจ้าบนสนามรบมาก่อนล่ะ”  

ข้าหยุดชะงัก “ก็นะ ว่าอย่างไรดีล่ะ ข้ามันชายหนุ่มรักอิสระเสรีที่วันๆชอบเอ้อระเหยลอยชายโดยไม่ทำงานทำการใดๆ จะเป็นการดีที่สุดถ้าข้าไม่ต้องถูกดึงเข้าในกลางวงปัญหา ดังนั้นจึงไม่มีที่ให้ข้า ‘แสดงฝีมือความสามารถ’ น่ะ” 

ดวงตาเขาเปล่งประกายราวกับค้นพบอะไรบางอย่าง 

“ข้าขอเห็นต่างหน่อยนะ ตั้งแต่เจ้าถูกจับมา เจ้าทำตัวไม่ต่างอะไรกับหมากของเจ้าเลย ชีวิตของเจ้าอยู่ในกำมือศัตรู แต่เจ้ากลับไร้ซึ่งความขลาดกลัว เจ้าซุกซ่อนพรสวรรค์ของเจ้าเพื่อรอเวลา อัตนิวิบาตกรรม  เพลิงไหม้ แหกคุก จมน้ำ เจ้ารอดมาได้ทั้งหมด ข้าเชื่อว่าคนที่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้ย่อมห่างไกลจากคำว่าธรรมดาแน่นอน” 

“ขอบคุณสำหรับคำชม” ข้าฉีกยิ้ม “แต่ข้ากลัวตายจริงๆ ดังนั้นที่ข้าทำมาทั้งหมดก็เพื่อพยายามมีชีวิตรอดเท่านั้น” 

เขาโน้มตัวเข้ามา หรี่ตาลง “ข้ากลับไม่เห็นอย่างนั้น เจ้าอยากตายจริงๆตอนเจ้าแย่งดาบข้ามา ในตอนนี้ที่เจ้าอยู่ในอาณาเขตศัตรู รับใช้ข้าโดยไม่ต่อต้านใดๆ ข้าเกรงว่าจะไม่ใช่เพราะเจ้าอยากฆ่าเวลาเท่านั้น” 

“ฆ่าเวลางั้นหรือ ขอประทานโทษเถิด องค์รัชทายาท ข้านั้นไม่มีกำลังทหารแม้แต่น้อยนิด แล้วข้าจะฆ่าเวลาไปเพื่อการใดงั้นหรือขอรับ” 

“ก็ไม่เสมอไป ผู้สังเกตการณ์ย่อมมองเห็นสถานการณ์ได้ชัดแจ้งกว่าผู้เล่น ข้าไม่รู้ว่าใครสอนเจ้าเล่นหมากแต่ข้ารู้ดีว่าการเดินของเจ้ามีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่ตาเห็น” เขายิ้ม ใช้ข้อนิ้วเคาะกระดานเป็นจังหวะ “มันมีความเกี่ยวโยงเยอะเลยล่ะ กับการสงครามและการบริหารแคว้น” 

มันก็แค่หมาก จะไปเกี่ยวข้องกับอะไรมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรเล่า 

“อาจดูเหมือนเจ้าไม่สนใจแคว้นของตน แต่ความจริงดูจะไม่ใช่อย่างนั้น” 

ข้าไม่ค่อยจะเข้าใจสีหน้าของเขานักจึงเงียบลง 

“ถ้าเจ้าหมายถึงเรื่องอ๋องอวี้ฉิง ข้าคงไม่ยอมรับไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนรู้จักเก่าแก่ของข้า…” ข้าถอนใจ ไม่พูดจนจบประโยค 

ท่านอ๋องอาจเป็นนักปราชญ์ แต่ท่านก็ยังคงมีความถือตัวและศักดิ์ศรีของราชวงศ์อยู่ คนเช่นนั้นจะไม่ยอมจำนนและขายแคว้นตนเองโดยเด็ดขาด เขาจึงเลือกจุดจบที่สง่างามที่สุด นั่นคือการอดอาหารกลั้นใจตาย

มู่หรงอวี้รู้ดีถึงศักดิ์ศรีของราชวงศ์และไม่ได้ขัดขวางการกระทำของเขา 

สำหรับข้า ข้าเพียงแต่ไร้ความกล้าที่จะไปสู้หน้าเขาอีกครั้ง ข้ายืนอยู่หน้าประตู ลังเล และท้ายที่สุดก็เดินจากไป 

สามวันหลังจากที่พวกเราได้พบหน้ากัน อ๋องอวี้ฉิงก็สิ้นลม เขาจากไปอย่างสงบเงียบ ไม่กระเซอะกระเซิงหรือทรุดโทรมเพียงนิดแม้กระทั่งในวาระสุดท้าย ในชุดที่ถูกสวมใส่อย่างเรียบร้อย เขาปิดตาลงตลอดกาลด้วยรอยยิ้มบางๆ อ๋องผู้ภักดิ์ดีใช้ชีวิตของตนแลกกับเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่ของเชื้อพระวงศ์แห่งแคว้นรุ่ย 

มู่หรงอวี้จัดพิธีให้เขาอย่างเหมาะสมและสั่งให้เชลยทหารจากแคว้นรุ่ยทั้งหมดเข้าร่วมพิธีไว้ทุกข์ให้เขา

ด้วยความที่ข้าเองก็เป็นหนึ่งในกองทัพ ข้าจึงรู้ดีว่าแม่ทัพที่เคารพศัตรูของเขา ในทางกลับกัน จะได้รับความเคารพจากพลทหารของตน

เหล่าทหารแยกย้ายกันไปเมื่อราตรีมาเยือน ข้ายืนอยู่เบื้องหน้าโลงของอ๋องอวี๋ฉิง เพิ่งตระหนักได้ถึงบางสิ่ง 

พวกเราก็ล้วนไม่มีอะไรแตกต่างกันเมื่ออยู่ต่อหน้ายมฑูต ไม่ว่าจะเป็นขอทานที่ยากจนที่สุด หรือเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด เมื่อความตายมาถึง คนเราก็ได้แต่หวังว่าจะยังมีชีวิตอยู่ในวันรุ่งขึ้น และข้าเองก็เป็นเช่นนั้น ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดพ่อแม่ของข้าจึงจากข้าไปเร็วเหลือเกิน แต่ข้ามั่นใจว่าพวกเขาหวังให้ข้าได้เห็นดวงตะวันฉายแสงอันงดงามทุกเช้าแทนพวกเขา 

ข้านั่งบนราวกั้น มองดวงอาทิตย์ระบายสีท้องฟ้าให้แดงฉานยามตกดินอย่างเหม่อลอย 

“เจ้ากำลังนั่งคิดอะไรอยู่คนเดียวน่ะ”

เมื่อข้าเหลือบมองไปด้านข้างก็เห็นมู่หรงอวี้กำลังเดินมา เขาตบกลางข้า ข้าก้มหน้าลงอีกครั้ง 

“ขอบใจนะ ทั้งหมดที่เจ้าทำให้อ๋องอวี้ฉิง” 

เขาสั่นศีรษะ “อย่าพูดถึงมันเลย ข้าเพียงแค่ทำตามคำสั่งสอนของท่านแม่เท่านั้น” 

“ข้าว่าข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ” เขาถอนหายใจ “หรือว่าเจ้าคิดถึงบ้านงั้นหรือ” 

ข้ายังคงเงียบต่อไป เงียบดังท้องฟ้าแดงฉานเบื้องหน้าข้า 

ข้าไม่แน่ใจว่าข้าคิดถึงที่นั่นหรือไม่ พูดตามตรงข้ารู้สึกสบายใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้มากกว่า เมืองหลวงอันหรูหราฟุ้งเฟ้อ พระราชวังหลวง หรือจวนอันใหญ่โตของท่านลุง ไม่มีที่ไหนมอบความอบอุ่นให้แก่ข้าเลย 

ลมยามเย็นอันหนาวเหน็บของเดือนเก้าพัดผ่านผิวข้า ส่งความเย็นมาให้ ทำให้หญ้าทุกใบและไม้ทุกต้น แม้แต่ก้อนอิฐและแผ่นกระเบื้องแลดูเยือกเย็นและห่างเหิน 

“ข้านับถือเขา” เขานั่งลงข้างข้า นัยน์ตาเปล่งประกาย “แต่มันจะไม่ทำให้ข้าหยุดตัวเองจากการเดินทัพ” 

ข้าหันไปหาเขา เขาหันมาหาข้าเช่นกัน สายตาของพวกเราปะทะกัน ในแววตาของเขามีประกายเด็ดเดี่ยวและความคมกล้าที่โชนแสงดุจดวงอาทิตย์  

“จอมพลเหิงที่ประจำอยู่ที่แคว้นรุ่ยตอนใต้ตัดสินใจเคลื่อนพลในที่สุดและจะถึงเมืองหลวงของรุ่ยในอีกไม่เกินสองเดือน” เขากล่าวอย่างผ่อนคลายราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศอยู่ 

“ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้อะไรอย่างสองอย่างเกี่ยวกับเขาแน่”  

ข้าหันหน้าหนีแล้วส่งเสียงฮึดฮัดแทนคำตอบ  

เรื่องที่ว่าจอมพลเหิงหวังอยากควบคุมราชวงศ์นั้นเป็นความลับที่รู้กันทั่วไปมานานแล้ว จุดประสงค์ของเขาแสดงออกอย่างแน่ชัดจากการที่เขาเพิ่งเคลื่อนพลไปเมืองหลวงเอาป่านนี้ 

“การที่จอมพลกลับเมืองหลวงนั้นเป็นทั้งโชคดีและโชคร้าย” ข้าถอนใจ 

เขามองมาด้วยสายตาแผดเผาแล้วหัวเราะเบาๆ ข้ากัดริมฝีปาก รู้สึกเศร้าขึ้นมาจากบางสิ่ง แล้วจึงหันหน้าหนีไป ไม่อยากมองไปที่ดวงตาลุ่มลึกนั่น 

เขาลุกขึ้นอย่างฉับพลัน ขยับเข้ามาประชิดและโอบล้อมข้า ฝังข้าไว้ในเงาของเขา 

“อย่ากังวลไปเลย” ลมหายใจกรุ่นร้อนของเขาปะทะใบหน้าข้า “ข้าหวังว่าต่อไปเจ้าจะไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นอีกแล้ว” 

ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงพูดแบบนั้น แต่ข้าส่ายศีรษะและตอบกลับไปว่า “ไม่ได้หรอก ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของข้า เป็นที่ๆข้าเติบโตขึ้นมา ชีวิตข้าถูกลิขิตให้เกี่ยวพันกับที่นั่น” 

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป กรามเขาขบกันแน่น และข้าสัมผัสได้ถึงความโกรธของเขาถึงแม้ข้าจะไม่เข้าใจสาเหตุของมันก็ตาม ในชั่วพริบตา เขาคว้าข้อมือของข้าแล้วฉุดข้าขึ้น ข้าเสียหลักตกลงไปในอ้อมแขนของเขา ข้าไม่มีอารมณ์จะต่อสู้กับเขาในตอนที่ข้าโศกเศร้าเช่นนี้ ข้าเพียงแต่อยากออกไปจากที่นี่และอยู่ตามลำพังเท่านั้น

“ปล่อย” 

“ฮั่นซิ่น” เขาตะคอก ความเจ็บปวดแล่นผ่านแขนขา “ทำไมเจ้าจะต้องขัดข้าทุกครั้งด้วย” 

“ข้าเปล่า” ข้าจ้องและตะโกนกลับให้ดังพอกัน “วันนี้เจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายเริ่ม” 

“เจ้านั่นแหละ!”

“เจ้าเสียสติไปแล้วรึไง” 

เขาจ้องข้า ข้าจ้องเขากลับ ไม่ยอมถอยทัพ

เวลาเดินไปเรื่อยๆและในที่สุด ข้าก็ทนอยู่ในตำแหน่งที่น่ากระอักกระอ่วนนี่ต่อไปไม่ไหว “คู่หมั้นท่านยังอยู่ในค่ายนะ องค์รัชทายาท กระหม่อมขอให้ท่านทรงเว้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมด้วยพะย่ะค่ะ” 

“เจ้า!” เขาขู่อย่างโมโห เขาจ้องข้าต่อและจู่ๆก็โน้มตัวเข้ามา 

“ไม่เอาแล้วนะ อืม…” 

ริมฝีปากเขาทาบทับลงมาบนริมฝีปากข้าก่อนที่ข้าจะทันได้คัดค้านและมันก็เริ่มจู่โจมโดยไร้ซึ่งความลังเล ร่างข้าปวกเปียกขึ้นเรื่อยๆแต่สติข้ายังคงอยู่ดี ข้าถูกกักขังไว้ในอ้อมกอดของเขา ไม่สามารถแม้แต่จะดิ้นรนได้ 

เขาปลดปล่อยริมฝีปากข้าในที่สุด พึงพอใจจากการจุมพิตอันยาวนานจนทรมาน ริมฝีปากบางของเขาเคลื่อนลงมาตามใบหน้าข้า ไล้ผ่านสันกรามและห่อหุ้มใบหูข้าอย่างว่องไว 

“จะ- เจ้าจะทำอะ-” ข้าสั่นสะท้านเมื่อรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ก่อขึ้นในตัว แผดเผาผิวของข้า “ปล่อยซะ!” 

เขาหัวเราะเบาๆ “ข้าว่าเจ้าดูเจริญหูเจริญตาขึ้นนะเวลาที่ไม่มีคำพูดออกจากปากเจ้าน่ะ” 

ข้าโมโหซะจนว่าถ้ามือข้าไม่ได้ถูกตรึงอยู่ข้าคงต่อยแสกหน้าน้อยๆของเขาไปแล้ว

“อย่าคิดจะขยับเชียวนะ” ข้าว่าเขาคงมองความคิดข้าออก มือเขากำแน่นขึ้น “อย่ายั่วข้า”

ข้าหยุดทันที

ข้าไม่อยากยั่วให้เขาตัดหัวข้าออกแน่ล่ะ! 

เขาขยับเข้ามาใดล้ขึ้น มองดูข้าที่เงียบลงพร้อมรอยยิ้มกว้าง “อ้าว กลัวขึ้นมาแล้วหรือ” 

ด้วยความอับอาย ข้ากัดริมฝีปากอย่างไม่ยินยอมพร้อมหันหน้าหนี ไม่อยากมองหน้าเขา

“ข้าไม่คาดหวังชีวิตสงบสุขตั้งแต่ที่ข้าถูกจับได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่อยากถูกหลอกลวงและกลายเป็นตัวตลก ข้าไม่อยากต้องกลายเป็นของเล่นที่ถูกคนอื่นทำตามใจชอบเพียงเพื่อให้พวกเขาไว้ชีวิตข้า”

ริมฝีปากที่เคลื่อนอย่างอ้อยอิ่งและลมหายใจอุ่นร้อนของเขาแผดเผาลำคอของข้า ข้าสั่นสะท้านไม่แน่ใจว่าจากความร้อนหรือความหนาวกันแน่

“เล่นกับเจ้างั้นหรือ เจ้าคิดว่าอย่างนั้นหรือ” เขาดึงข้าเข้ามาแล้วกระซิบข้างหูข้า “เจ้าคิดว่าข้าเป็นองค์ชายรักสนุกหลงใหลในกามารมณ์ที่นึกอยากจะแหย่เจ้าเล่นขึ้นมาหรือ” 

ข้าพยักหน้าอย่างหวาดระแวง สังเกตปฏิกิริยาของเขาด้วยหางตา 

เขาเงียบลงแต่ยังคงจ้องตาข้าอยู่ ลมหายใจอุ่นๆแผ่วเบาตกกระทบใบหน้าข้า

พวกเรานิ่งงันอยู่แบบนี้สักพักใหญ่ๆ ดวงอาทิตย์ลาลับไปแล้ว และแสงสุดท้ายก็กำลังจะเลือนหายไป ดวงจันทร์ค่อยๆโผล่ออกมาจากเบื้องหลัง

แรงที่กำข้อมือข้าอยู่พลันหายไป จู่ๆเขาก็ปล่อยข้าแล้วก็ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆ บดบังใบหน้าเขา แลดูราวกับร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยไอหมอก เขาดูหดหู่เล็กน้อยหลังจากความเงียบอันยาวนาน

 

สายลมช่วยพัดพาความเย็นมาปลอบประโลมผิวที่แผดไหม้ของข้า ข้าไอและหันศีรษะ แสงจันทร์อันเย็นเยือกสะท้อนออกมาจากประกายในดวงตาของเบา ทำให้มันดูโดดเดี่ยวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ริมฝีปากเขาโค้งขึ้นแต่เขาไม่ได้ยิ้ม “ข้าดีใจที่เจ้ารู้จักปกป้องตัวเอง แต่ข้าว่ามันไม่ฉลาดเลยที่จะประเมินตัวเองต่ำไป”

หลังจากนั้นเขาก็หันหลังและหายไปในเงามืด ข้าเผยอปากแต่ไม่มีเสียงใดออกมา ข้าถอนใจและนั่งลงไปที่ราวกั้นอีกครั้ง

จู่ๆผ้าผืนหนาก็ตกลงมาที่ไหล่ข้า ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายข้า ข้าไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ด้านหลังข้าตั้งแต่เมื่อใด

“เดี๋ยวเจ้าจะเป็นหวัด”

เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง

“ขอบใจ”

…………………………………………………………………

ราตรีเปลี่ยนไปเป็นความเงียบงันเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดบนท้องฟ้า

ข้าไม่รู้ว่าทำไมแต่ขาของข้าพาข้าไปจนถึงที่ที่โลงของอ๋องอวี้ฉิงตั้งอยู่ก่อนการเผาโดยไม่ให้มู่หรงอวี้รู้ บางทีข้าคงแค่อยากจะเห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย

คืนนี้หนาวเหน็บยิ่งนัก แม้แต่ผ้าที่ห่อหุ้มข้าอย่างแน่นหนาก็ยังถูกสายลมแทรกผ่านเข้ามาได้ ข่มขู่ว่าจะแช่แข็งปลายนิ้วข้าเสีย รอบข้างนั้นมืดสนิท ไร้เสียงอื่นใด ข้าไม่มีอะไรต้องกลัวแม้แต่การสะดุดโลงศพก็ตาม

จริงๆแล้วข้าไม่รู้ว่าข้าควรจะทำอย่างไรกันแน่หลังจากการเผชิญหน้ากับมู่หรงอวี้ในวันนี้ ข้าอาจเคยคิดว่าการใช้ชีวิตที่นี่นั้นดี แต่ในตอนนี้ข้ารู้สึกว่าข้าไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นานเช่นกัน

ข้าฝังใบหน้าไว้ในอุ้งมือ ดวงตาปิดแน่น ความคิดยุ่งเหยิง ข้ากลับไปที่แคว้นรุ่ยไม่ได้ ข้าจะลงหลักปักฐานที่นี่ก็ไม่ได้เช่นกัน แต่จะให้ออกจากที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก ในโลกที่แสนกว้างใหญ่ต้องมีสักที่ให้ข้าอยู่สิน่า!

ข้าเย้ยหยันตัวเอง ฮั่นซิ่นผู้น่าสงสารเอ๊ย ทนอยู่มาได้จนถึงป่านนี้แล้วได้อะไรมาบ้างล่ะ คนใกล้ชิดล้วนทอดทิ้งเจ้า นี่แหละคือสิ่งที่เจ้าได้รับ เจ้ามันก็แค่คนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ข้าเอื้อมมือไปที่อก สัมผัสได้ถึงความร้อนของสิ่งที่อยู่ภายใต้เนื้อผ้า

ลมพัดผ่านใบหูข้า เลยไปที่ต้นไม้และแทรกไประหว่างกิ่งก้านและใบไม้ กระทบแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ใบไม้สั่นไหวไปพร้อมกับเงาจันทร์ที่เต้นระริก

ข้าสั่นศีรษะและส่งเสียงเรียก

“เจ้าอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ อย่ามาเขินอายเอาป่านนี้เลย จะเป็นมิตรหรือศัตรูก็เผยตัวออกมาเถอะ”

__________________________________

http://bltranslation.blogspot.com/2014/10/cold-sands-ch8.html?m=1

เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับหมากเลยเพราะงั้นอาจจะดูขัดๆอยู่บ้าง

เอ แต่อันที่จริงเราก็ไม่มีความรู้เรื่องสงครามหรือจีนโบราณเลยนี่หว่า…

ทะเลทราย 7 – ไม่คาดคิด

บทที่ 7 ไม่คาดคิด

b

b

ข้าพลิกตัวไปมาโดยมีผ้าห่มพันอยู่รอบตัว แสงอ่อนโยนส่องผ่านหน้าต่าง ข้าดึงเอาผ้าห่มมาคลุมหัว หลังจากนอนเต็มอิ่ม ข้าลุกขึ้นนั่งแล้วลงจากเตียง ข้าสั่นเล็กน้อยจากความอบอุ่นที่หายไปและนั่นก็ช่วยปลุกให้ข้าหายงัวเงีย
b
หัวข้ายังปวดทื่อๆอยู่ ข้าจึงหลับตาลง ข้าว่าต่อไปข้าต้องระวังเรื่องการกินเหล้าแล้วล่ะ- ตอนนี้หัวข้าปวดราวกับมันกำลังจะปริออก ข้าเอานิ้วสางผมยุ่งเหยิงของตัวเองลวกๆก่อนจะชะงัก เพราะข้าไม่ได้สวมเสื้ออยู่
<b3
ข้ามั่นใจว่าตัวเองไม่มีนิสัยแปลกๆอย่างการชอบนอนเปลือยกาย
<b3
เมื่อคืน อะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนกัน
<b3
ข้าพยายามเรียกความทรงจำขึ้นมา แต่ก็ราวกับพยายามมองผ่านหมอกหนา- ไม่มีอะไรดูจริงเลย สิ่งสุดท้ายที่ข้าจำได้คือไปเจอตาแก่ เถียงกันเล็กน้อย แล้วไปดื่มกับมู่หรงยู่ ข้าก้มหน้ามองและเห็นจุดสีม่วงบ้างแดงบ้างประปราย แต่ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้ไปเจ็บตัวจากไหนนะ ถ้างั้นจุดพวกนี้มาจากไหนกัน
<b3
ข้าค้นไปทั่วทุกมุมสมองแต่ก็หาคำตอบไม่ได้ ข้าเลยเลิกคิดเสีย
<b3
ข้าออกจากห้องหลังล้างหน้าแล้ว แสงแดดยามเช้าระบายวงสีทองบนพื้นหิน ลมเย็นชื้นปะทะใบหน้าข้า ข้าเงยหน้าขึ้นมองฟ้า อากาศวันนี้ดีมาก ไม่มีเมฆปรากฎในสายตา ท้องฟ้าเป็นสีฟ้ากระจ่างใสไร้สีแต่งแต้ม ข้าได้ยินเสียงแผ่วๆของคลื่นน้ำและสายลมจากนอกกำแพงเมือง
<b3
ตอนที่ข้าตามแม่ทัพโส่วมาที่นี่เป็นฤดูใบไม้ผลิ แล้วตอนนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
<b3b
ข้ารู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสีหน้าโกรธเคืองของตาแก่เมื่อคืน นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นเขานับจากเข้ากองทัพมาและตอนนี้ข้าก็เสียใจที่ไล่เขาไปแบบนั้น บางทีถ้าข้าอดทนต่ออีกนิดเขาอาจจะอ่อนใจและยอมพาข้าไปจากที่นี่ก็ได้ แล้วตอนนี้ข้าทำอะไรได้บ้างนอกจากถอนใจด้วยความเสียใจที่ทำให้เขาจากไปแล้ว
<3bb
ข้าเดินไปห้องของมู่หรงยู่ ขณะกำลังครุ่นคิดว่าเขาจะลงโทษข้าที่ตื่นสายอย่างไร  พวกลูกน้องของเขาก็โผล่พ้นมุมทางเดินมาด้วยแก้วและจานบนมือ ทั้งหมดมีสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลบนใบหน้า และแอบกระซิบกันเป็นครั้งครา แต่พอหนึ่งในนั้นเห็นข้า สีหน้าลำบากใจของเขาก็หายไปในพริบตา
<3bb
“สหายข้า!” เขาตบบ่าข้า ฉีกยิ้มกว้าง “เจ้าช่วยอะไรพวกเราหน่อยได้ไหม เอาของพวกนี้ไปให้องค์รัชทายาทที”
<3bb
ข้าถามอย่างงุนงง “แต่ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าพึ่งออกมาจากห้องของพระองค์หรือ”
<3bb
ไม่รอให้ข้าพูดจบ พวกเขายัดเยียดของต่างๆให้ข้าถือทันที
<3b
“องค์รัชทายาททรงอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่ตื่นบรรทม เพราะอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ และพวกเราล้วนไม่กล้าเข้าไป- ถ้าพระองค์ทรงสั่งให้พวกเราไปตั้งท่าค้างไว้ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดล่ะ”
<3b
ไม่พอใจกับคำตอบของพวกเขา ข้าย้อน “อ้อ แล้วข้าไม่กลัวงั้นหรือ ข้าเองก็ไม่อยากโดนลงโทษเหมือนกันนั่นแหละ!”
<3b
“ไม่หรอกๆๆ นั่นไม่เกิดขึ้นหรอกน่า เราเห็นกันทั้งนั้นว่าพระองค์ปฏิบัติกับเจ้าอย่างไร เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า สหายข้า”
<3b
สุดท้าย ข้าไม่สามารถพูดแทรกอะไรพวกเขาได้จึงได้แต่ทำใจและเดินมาที่ห้องของเขา มองผ่านหน้าต่าง ข้ามองเห็นแผ่นหลังของเขา เขาไม่ได้ใส่ชุดเกราะ เพียงใส่ชุดหลวมๆและผมของเขาก็ถูกมวยอย่างลวกๆ กระดาษหลายม้วนถูกกางอยู่บนโต๊ะของเขาราวกับเขากำลังเขียนรายงานทางการทหารอยู่ แต่บนนั้นมีเพียงเส้นยุ่งๆสองสามเส้นเท่านั้น กระดาษเปื้อนหมึกที่ถูกขยำเป็นก้อนกองเป็นเนินย่อมๆอยู่ที่ด้านหนึ่งของโต๊ะ
<3b
เขายังคงอารมณ์ไม่ดีอยู่หรือ
<3b
ข้าก้มมองของในอ้อมแขน โจ๊กเย็นๆหนึ่งถ้วยและขนมสองสามอย่าง ชัดเจนว่าคืออาหารเช้า แสดงว่าเขายังไม่ได้กินอะไรถึงจะล่วงเลยเวลาอาหารเช้ามานานขนาดนี้แล้วน่ะนะ
<3bb
ข้าเอ่ยปากพูดในที่สุดหลังจากลังเลอยู่นาน
<3b
“ข้า… ข้าเอาอาหารเช้ามาให้”
<3b
ร่างของเขาขยับเพียงนิด แสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องผ่านหน้าต่างมาตกกระทบบนไหล่ของเขา ลากร่างสูงใหญ่ของเขาให้กลายเป็นเงาสูงโดดเดี่ยวบนพื้นสีเทา
<3b
“ฮั่นซิ่น… วางมันไว้บนโต๊ะนั่นแหละ” ศีรษะเขาขยับเล็กน้อยขณะกำลังลังเล
<3b
ข้าวางอาหารไว้บนโต๊ะอย่างอ่อนโยนก่อนจะหันหลังเพื่อจากไป แต่ข้าหันมาอีกครั้งเมื่อเดินมาถึงประตู
<3b
“เอิ่ม…. อย่างน้อยเจ้าก็ควรกินอะไรสักคำสองคำนะ ถึงจะอารมณ์ไม่ดีอยู่ก็เถอะ” ข้ากระซิบ
<3b
เขาอาจจะพูดอะไรบางอย่างแต่ข้าไม่ค่อยแน่ใจนัก ข้าจัดกองกระดาษอย่างเงียบเชียบและเมื่อข้ากำลังจะออกนอกประตูนั่นเองเขาก็หยุดข้าไว้ เมื่อเขาหันมา ข้ามองเห็นสีหน้าเหน็ดเหนื่อยของคนที่ไม่ได้หลับทั้งคืน คิ้วของเขาขมวดแน่น ดวงตาล่องลอย
<3b
เขาพึมพำออกมาหลังจากเงียบอยู่เนิ่นนาน “เมื่อคืนเจ้า… หลับสนิทดีหรือไม่”
<3b
ข้าพยักหน้าแม้จะไม่เข้าใจว่ามำไมเขาถึงถามคำถามประหลาดเช่นนี้ “เมื่อคืนข้าดื่มหนักเกินไป ข้านอนหลับสนิทดีแต่ปวดหัวเอาการตอนตื่นขึ้นมา”
<3b
เขาทำสีหน้าแปลกประหลาดและดวงตาของเขาก็ล่องลอยอีกครั้ง จากนั้นเขาก็พยักหน้า “เจ้าก็คออ่อนจริงๆนั่นแหละ”
<3b
ทำไมวันนี้เขาถึงทำตัวผิดปกติเช่นนี้ คุยเรื่องการดื่มกับข้าแทนที่จะเขียนรายงานของเขา
<3b
เขาตรึงสายตาข้า ระหว่างคิ้วเขาเกิดเป็นรอยย่นรูปดาบ แก้มของเขาเหมือนจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูจางๆแต่ข้าไม่แน่ใจนัก
b
เขาเป็นไข้รึเปล่า
b
“นี่” ข้าชี้ไปที่เขา “บางทีเจ้าควรจะไปหาหมอของกองทัพนะ ดูเจ้าสิ หน้าแดงไปหมด เจ้าน่าจะป่วยเป็นอะไรสักอย่างแหละ”
b
ข้าอดหัวเราะเยาะองค์รัชทายาทผู้ไม่สามารถแม้แต่จะดูแลตัวเองได้ ข้าเดินไปหาเขาที่โต๊ะและรินชาให้ เขารับไปและขยับยิ้ม เล่นกับถ้วยแทนที่จะยกมันขึ้นดื่ม
b
“ข้าจะไปตามหมอมาให้” ข้าเดินไปทางประตูโดยไม่มองเขา “ปัญหาควรแก้แต่เนิ่นๆ ยังไงข้าก็จะไปหาหมออยู่แล้วด้วย”
b
เขาหันมาและมองมาที่ข้า “ปะ- เป็นอะไรงั้นหรือ”
b
ช้ายักไหล่ก่อนจะชี้คอตัวเอง “ข้าก็ไม่รู้ อยู่ดีๆรอยสีแดงม่วงประหลาดๆพวกนี้ก็ผุดขึ้นมา”
b
เขาดูลังเลชั่วครู่ก่อนจะโยนแก้วเขาไปข้างๆ ความกังวลใจเขาดูจะหายไปในชั่ววินาทีถัดมา
b
“ไหน ให้ข้าดูหน่อย”
b
เขาเดินมาหาข้าอย่างรวดเร็วแต่ข้าขมวดคิ้วก่อนจะโบกมือ “ไม่ล่ะ ขอบพระทัย องค์รัชทายาท ข้าว่าข้าไปหาหมอดีกว่า”
b
ข้าเดินออกมาก่อนที่เขาจะมาถึงตัว
b
เขาทำตัวผิดปกติอย่างชัดเจนตั้งแต่เช้าวันนี้ ปกติยามข้ารับใช้เขา เขาจะหาเรื่องทะเลาะกับข้าทุกเวลาที่เขาว่าง เราจะโต้เถียงกันไปมาและสนุกไปกับมัน
b
แต่ในวันนี้ บรรยากาศในห้องผิดปกติอย่างมาก ไม่สิ บอกว่าประหลาดจะตรงกว่า
b
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน เขายังคงมีสีหน้ากังวลใจ สายตาเขายังคงกวาดไปมาและไม่ค่อยพูดอะไรกับข้า และตอนที่ข้ารับใช้เขากินข้าว เขากินมากกว่าปกติหนึ่งจาน อีกอย่าง เขายังพึมพำกับตัวเองอีกด้วยว่า “ทำไม ทำไมกัน” ไม่ก็ทำสีหน้าจริงจังราวกับเขากำลังครุ่นคิดเรื่องที่สำคัญมากๆอยู่
b
ในที่สุดเขาก็สงบจิตสงบใจตัวเองได้และกวาดเอาก้อนกระดาษและกระดาษเปื้อนหมึกลงจากโต๊ะของเขา ก่อนจะกางกระดาษแผ่นใหม่ออก ข้าหันตัวเพ่อจะจากไปหลังจากเตรียมหมึกกับชงชาให้เขาแล้ว
b
ช่างเป็นยามบ่ายที่อากาศดีอะไรเช่นนี้ คงจะน่าเสียดายยิ่งถ้าไม่นอนสักหน่อ-
b
“คิดว่าตัวเองกำลังจะไปไหนงั้นรึ”
b
ข้าชะงักทันทีก่อนจะหันมามองสายตาแน่นิ่งของเขา
b
“ก็ต้องไปนอนกลางวันน่ะสิ หัวข้ายังปวดอยู่เลย” ข้าเอ่ยอย่างสบายอารมณ์
b
เขาทำท่าราวกับสำลักน้ำลายตัวเองตอนได้ยินว่าข้าพูดอะไร เขามองไปรอบๆก่อนชี้ไปที่เก้าอี้ก้านหลังเขา “ห้ามไปไหนเด็ดขาด นั่งตรงนี้ ข้าจะได้ดูพฤติกรรมเจ้าได้”
b
ข้าทำตามคำสั่งอย่างขุ่นเคืองและเดินลากเท้าปึงปังไปที่เก้าอี้ เขายกมุมปากขึ้นและกลับไปทำงานต่อ
b
ต่อมาทั้งห้องก็ดังก้องไปด้วยเสียงพู่กันตวัดหมึกบนกระดาษข้าวคุณภาพสูง กลิ่นหมึกจางๆอบอวลในอากาศ แสงแดดจากหลังห้องสาดส่องให้ห้องอุ่นขึ้นมา
b
ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไรที่หนังสือที่ข้าอ่านอยู่ตกลงบนตัก  ข้าเอนพิงพนักเก้าอี้ หนังตาปิดลง สุดท้ายข้าก็พ่ายแพ้ต่อเสียงชวนของพระอินทร์ ข้ายังคงหลับไม่ลึกเหมือนเช่นเคย ยังคงได้ยินเสียงกระดาษเบาๆเล็ดลอดเข้ามาในภวังค์
b
จากนั้นข้าได้ยินเสียงฝ่าเท้าหนักๆ ของนายทหาร และเสียงโลหะกระทบกับพื้น
b
“องค์รัชทายาท-”
b
คำพูดของผู้มาเยือนเหมือนจะถูกขัด ก่อนที่เสียงเสื้อผ้าเสียดสีจะดังขึ้น
b
“ไปคุยกันข้างนอกเถอะ”
b
ความสงบหวนคืนมาที่ห้อง ข้าขยับตัวชนเก้าอี้โดยไม่ตั้งใจ แขนเก้าอี้แทงตัวข้าทำให้ข้าลืมตาขึ้น
b
แสงอาทิตย์ยังคงสาดส่องเข้ามาในห้อง โปรยจุดสีทองไปทั่วทุกที่ ข้าหาวอย่างไร้เสียงก่อนจะยืดหลังขึ้นนั่งตัวตรง
b
“เจ้าแน่ใจหรือไม่”
b
“ขอรับ องค์รัชทายาท เชลยคราวนี้ถูกยืนยันว่าเป็นอ๋องญู่ฉิงของรุ่ย”
b
ข้าได้ยินเสียงหัวเราะภาคภูมิและปลื้มปริ่มของมู่หรงยู่ “มาดูกันว่าพวกมันจะมีลูกเล่นอะไรเหลืออยู่อีกหลังจากพวกอ๋องทั้งหลายไม่ตายก็ถูกจับหมดแล้ว”
b
ร่างกายข้าบิดเป็นเกลียว
b
อ๋องญู่ฉิงผู้ทระนงตนและสง่างามเป็นเชื้อพระวงศ์เพียงคนเดียวที่ไม่สนใจบรรดาศักดิ์หรือลาภยศใดๆ และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือสภาแม้เพียงนิด เขาใช้พรสวรรค์ทั้งหมดไปกับการรวบรวมสะสมผลงานของนักกวีและนักเขียนชื่อดังหลายคน นี่แคว้นรุ่ยตกอยู่ในวิกฤติจนแม้แต่อ๋องญู่ฉิงยังต้องออกรบเลยหรือ
b
สมองข้าปั่นป่วนไปหมด ข้อนิ้วข้าเปลี่ยนเป็นสีขาวจากการกำเก้าอี้
b
แม้แต่อ๋องญู่ฉิงก็ถูกจับงั้นหรือ
b
“รุ่ยตกต่ำลงตั้งแต่การก่อกบฏของอ๋องจ้าวรุ่ย 12 ปีก่อน หลังจากนั้นราชวงศ์ก็ทรุดโทรมลงและตอนนี้แม้แต่อ๋องหนอนหนังสือก็ถูกบีบให้ลงสนามรบ” น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความทะนงและเย้ยหยัน
b
“เป็นที่รู้กันดีว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของแคว้นรุ่ยป่วยและเก็บตัวในตำหนักของตนมาเป็นปีโดยไร้ซึ่งทายาท ข้าสงสัยเหลือเกินว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับราชบัลลังก์ถ้าเขาตายจากความเครียดเพราะสงคราม”
b
“กล่าวได้ดีพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” คนผู้นั้นพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำด้วยพยายามจะกดความดีใจไว้ “ขณะนี้ทหารของเรากำลังฮึกเหิม ถ้าเราใช้โอกาสนี้ในการโจมตี กระหม่อมเชื่อว่าเราจะสามารถตีเนินทักษิณและมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงได้อย่างราบรื่นพะย่ะค่ะ!”
b
“ไม่ล่ะ เนินทักษิณตั้งรับง่าย แต่โจมตียาก ไม่ต้องพูดถึงว่าโส่วเฉินหลวนเองก็ประจำอยู่ที่นั่นด้วย เราต้องไม่ผลีผลามหากอยากได้ชัยชนะ”
b
“ตามคำของสายลับเรา โส่วเฉินหลวนต้องรับศึกหลายด้าน เสนาบดีกลาโหม เซี่ยหยุ่น ได้จัดคนของเขาไว้ในกองทัพเพื่อควบคุมการกระทำของโส่วเฉินหลวน ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทุกขณะพะย่ะค่ะ”
b
“ชิชะ ใครจะคิดว่าแม้แต่ในเวลานี้พวกมันก็จะยังสู้กันเอง ก็นะ ถ้าจริงมันก็ถือเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเรา ชัยชนะของเราดูใกล้ความเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เหลือแต่เนินทักษิณที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่- แต่ก็อีกไม่นานเท่านั้นแหละ!”
b
“องค์รัชทายาท เมื่อเนินทักษิณตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าท่าน ผลงานทางการทหารของท่านจะโดดเด่นยิ่งกว่าที่เคยมีมา ด้วยอำนาจในการทหารมากมายเพียงนี้ การแย่งชิงบัลลังก์ก็ไม่ต่างจากแย่งลูกอมจากทารก-“
b
“หุบปาก!” มู่หรงยู่ตะคอก
b
คนๆนั้นตบปากตัวเองสามครั้งเป็นการลงโทษทันที
b
“อย่าให้ข้าได้ยินคำพูดเช่นนั้นอีก แม้แต่ข้าก็ปกป้องเจ้าไม่ได้ถ้ามันหลุดลอดออกไป” หลังจากเงียบอยู่ชั่วครู่ เขาพูดขึ้นอย่างสุขุม “การโค่นเนินทักษิณให้เร็วที่สุดเป็นเรื่องเดียวที่ควรอยู่ในใจเจ้าตอนนี้”
b
อีกฝ่ายพูดต่ออย่างกระตือรือร้น “องค์รัชทายาท ท่านมาอยู่ห่างไกลถึงนี่เพียงลำพัง ในขณะที่ ตามที่คนของเราในเมืองหลวงรายงานมา พระอนุชาของท่านเริ่มลงมือกันแล้ว อีกทั้งสุขภาพของฮ่องเต้ช่วงนี้ก็ขึ้นๆลงๆ องค์รัชทายาท…”
b
ทั้งสนามเงียบเว้นเพียงเสียงลมพัดและใบไม้ปลิว รบกวนยามบ่ายอันเงียบสงบ
b
“ข้า- ข้าจะเก็บสิ่งที่เจ้าพูดมาไปคิด เจ้าไปได้แล้ว”
b
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท กระหม่อมขอตัว”
b
ข้ารู้สึกหดหู่เล็กน้อยหลังจากได้ยินทั้งหมดนั่น ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความขัดแย้งที่หลักเลี่ยงไม่ได้กับพระอนุชาของเขา หรือเพราะอนาคตอันดูมืดมนของแคว้นรุ่ย หรืออาจจะเป็นหนทางที่ยังไร้ทิศทางของข้า
b
มู่หรงยู่ไม่พูดอะไรหลังจากนั้นทั้งบ่าย เขาแค่ใส่ชุดเกราะของเขาและมุ่งหน้าไปสนามซ้อมโดยไม่บลอกกล่าวอะไร
b
ข้ามองกองทัพอันน่าเกรงขามของเขาจากไกลๆ- คลื่นสีดำที่ดูจะไร้จุดสิ้นสุด แสงอาทิตย์สะท้อนแผ่นเหล็กเยือกเย็นมาทิ่มตาข้า ธงแม่ทัพสีดำขลิบทองโบกสะบัดกลางอากาศ ตัวอักษรตัวเดียว ‘หยาง’ ถูกเขียนขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยวด้วยสีเงิน หมวกสีดำและโล่สีเงินเรียงรายกันเป็นขบวนแถว
b
มู่หรงยู่อยู่ในชุดเกราะเงินเป็นประกาย ไม่มีแม้แต่เส้นผมออกนอกที่นอกทาง ขนนกอินทรีสีขาวบนหมวกของเขาสว่างไสวราวกับมีชีวิต ฉายประกายเยือกเย็นออกมา แสงแผดเผาแต่เจิดจ้าส่องออกมาจากร่างของเขาทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
b
บุตรแห่งพระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยคำอวยพร
b
ข้าไม่ยอมรับไม่ได้ว่าบุคคลเช่นนี้ถือเป็นโชคดีของหยาง แต่หายนะของแคว้นรุ่ย
b
ด้วยสายเลือดสูงศักดิ์ของเขา เขาไม่สามารถมีจุดด่างพร้อยได้ ดังนั้น สนามรบจึงเป็นเวทีที่ดีที่สุดของเขา ในสนามรบเขาคือทหารผู้ฟาดฟันศัตรูด้วยการกวัดไกวดาบ แต่ในอนาคตอันใกล้ เขาจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดและกลายเป็นผู้ปกครองสูงสุดแห่งอาณาจักรหยาง
b
ข้าหัวเราะเยาะตัวเอง
b
พระเจ้าไม่เคยยุติธรรม
b
ความแตกต่างระหว่างข้ากับเขาก็เหมือนฝุ่นกับเมฆา
b
แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะข้าพอใจในสิ่งที่ข้ามีและรู้ดีว่าอะไรบ้างที่ข้าไม่สามารถมีได้
<3b
<3b

<3b
b
<3b
มู่หรงยู่เรียกคนของเขาหลายคนเข้าไปในห้องหลังมื้อเย็น ดูเหมือนว่าพวกเขามีประเด็นสำคัญให้ถกเถียงกัน
b
ข้าแอบเข้าไปในคุก พวกผู้คุมรู้ว่าข้าเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของมู่หรงยู่จึงไม่ทำให้ข้าเหนื่อยยากอะไรนัก
b
อากาศเริ่มเย็นขึ้นหลังข้าเดินตามทางเดินมืดสลัวลึกเข้าไปเรื่อยๆ กลิ่นเชื้อราเน่าเหม็นโจมตีข้าจนข้าต้องกลั้นหายใจ คบเพลิงสั่นไหวไปมาบนกำแพงก่อให้เกิดเงามืดเต็มไปหมด ทำให้ที่นี่น่าขนลุกยิ่งขึ้นไปอีก ข้าไม่หยุดจนกระทั่งไปถึงห้องขังสุดท้าย
b
อ๋องนักปราชญ์ผู้โด่งดังถูกขังอยู่ในที่คับแคบนั่นจริงหรือ
b
ใต้แสงไฟเลือนลาง ข้าเห็นเงาร่างคนคนหนึ่งนั่งเงียบๆที่มุมห้อง โครงร่างเล็กของเขาดูอ่อนแอและเปราะบาง เขาดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่งภายใต้แสงไฟสลัว หน้าของเขาซีดจนแทบจะโปร่งแสง ดวงตาเขาปิดแน่นเรากับกำลังหลับลึกแต่นิ้วซีดเรียวของเขากลับสั่นเบาๆ
b
ข้านั่งลงเงียบๆ ไม่ต้องการรบกวนเขา
b
เขาคืออ๋องญู่ฉิงคนนั้นจริงๆ
b
จู่ๆเขาก็เริ่มไออย่างรุนแรง หัวใจข้าบีบแน่น “ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ท่านอ๋อง”
b
ดวงตาเขาเปิดออกช้าๆ เขาจ้องมาที่ข้า นิ่งงัน ราวกับไม่รู้จักข้า สักพักเขาถึงเอ่ยชื่อข้าขึ้นอย่างช้าๆแต่หนักแน่น “ฮั่นซิ่น”
b
“ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่” เขาขยับตัวเล็กน้อยและเขยิบมาทางข้าด้วยรอยยิ้มจางๆ
b
ข้าผงกหัวอย่างรู้สึกผิด เขายิ้มอีกครั้ง “เวลาเช่นนี้ผ่านไปไม่ง่ายนักหรอก”
b
“พวกเขาทำร้ายท่านหรือไม่ ท่านอ๋อง”
b
เขาสั่นศีรษะ รอยยิ้มของเขาหายไป
b
“ไม่หรอก อย่างไรข้าก็เป็นอ๋อง พวกมันไม่กล้าหรอก” เขามองมาที่ข้าและเอ่ยถาม “แต่ข้าว่าพวกมันทำเจ้าพอสมควรเลยสินะ”
b
ข้าหรุบตาลง “แค่หวดไม่กี่ครั้งเท่านั้น ไม่สาหัสอะไรหรอก”
b
หลังความเงียบสักพัก ข้าพูดต่อ “ท่านอ๋อง สถานการณ์ดำเนินไปถึงขั้นที่ขนาดท่านยังต้อง…”
b
ข้าเงียบลง
b
“ถูกแล้วล่ะ” เขาเอ่ยด้วยความสงบราวกับกำลังพูดถึงคนนอกอยู่ “มันถึงขั้นนั้นแล้ว”
b
เขาถอนใจเฮือกใหญ่ ประกายในดวงตาเขาจางลง “ข้าเป็นเพียงผู้รักในหนังสือเท่านั้น ข้าอุทิศชีวิตตัวเองให้กับน้ำหมึกและกระดาษ ในตอนนี้ที่ข้าพ่ายแพ้ ข้าหวังแต่เพียงการตายอย่างสมเกียรติเท่านั้น”
b
ข้ากัดริมฝีปากและจ้องหน้าเขา ดวงตาเขาดำมืด สีหน้าเขานิ่งสงบราวกับเขามองทะลุชีวิตและความตาย จู่ๆข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไร
b
เขาสำรวจข้าด้วยหางตา “ข้าไม่ได้เห็นเจ้ามาสักพักแล้ว ยิ่งโตเจ้ายิ่งดูเหมือนเขา”
b
“ท่านว่ากระไรนะ” ตัวข้าสั่นสะท้าน ข้าเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ
b
เขาจ้องไปที่รูเล็กๆบนกำแพงราวกับไม่ได้ยินข้า ราวกับเขาลืมตัวตนของข้าไปแล้ว รางกับเขาพูดกับตัวเองอยู่
b
“12 ปี ถ้าเพียงแต่เขาทำสำเร็จเมื่อ 12 ปีก่อนนั่น ทุกวันนี้แคว้นรุ่ยคงไม่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้…”
b
เขา?
b
ใครกัน?
b
“ความสำเร็จของแคว้นรุ่ยตั้งอยู่บนการศึกษา เชื้อพระวงศ์หลายคนเป็นนักปราชญ์ มีแต่เขาที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ ถ้าเพียงแต่เขาได้เป็นฮ่องเต้ ถ้าเพียงแต่…”
b
ข้าทนต่อไม่ไหวและยื่นมือข้ามซี่กรงไปคว้าไหล่เขา
b
“เขาคือใครหรือ ท่านอ๋อง เขาคือใคร และเขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับข้า”
b
อ๋องญู่ฉิงมองข้าเงียบๆราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบนใบหน้าข้าแล้วสั่นศีรษะ เขาคว้ามือข้าอย่างแรงราวกับพยายามจะหักข้อมือข้า
b
“สัญญากับข้าอย่างหนึ่ง ฮั่นซิ่น!”
b
ข้าพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับความตกใจและความไม่สบายใจไว้และพยักหน้า “ทุกเรื่อง ท่านอ๋อง ขอเพียงมันอยู่ในขอบเขตความสามารถของข้า ขอให้นับว่ามันสำเร็จแล้ว”
b
“กลับไป! เจ้าต้องกลับไป!”
b
ข้ากะพริบตาอย่างงงงัน
b
เขาตรึงสายตาข้าและยิ้มอย่างสิ้นหวัง “ข้ามีบุตรชายเพียงหนึ่ง เขายังไม่นับเป็นบุรุษด้วยซ้ำ ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยดูแลเขาแทนข้าด้วย”
b
“ทำไมท่านอ๋องถึงเอ่ยวาจาเช่นนี้ ท่านก็ต้องกลับกับข้าด้วย!”
b
ข้าไม่เข้าใจ ทำไมจู่ๆเขา อ๋องญู่ฉิง ถึงต้องขอให้ข้าช่วยดูแลบุตรชายของเขาด้วย
b
ข้ามองเขากลับ แต่ข้ารู้สึกว่ารอยยิ้มของเขาเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นแล้ว
b
“เจ้าเหมือนเขาจริงๆ ไม่แน่ ไม่แน่ว่าเจ้าจะเติมเต็มอุดมการณ์ของเขาได้”
b
เขาปล่อยมือข้าอย่างฉับพลับและถอนใจอีกครั้ง เขาลูบหน้าข้าเบาๆและมองมาที่ข้าอย่างรักใคร่ด้วยสายตาเหมือนบิดามองไปที่บุตร
b
ข้าถามเขาอย่างระมัดระวังหลังใคร่ครวญอย่างหนัก “ท่านอ๋องบอกข้าได้ไหม ว่า ‘เขา’ คือใคร และเขามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับข้า”
b
“เจ้าอยากรู้จริงๆน่ะหรือ” เขาเอนตัวมาทางประตูและเผยยิ้มอ่อนแรง
b
“ไม่มีใครต้องรู้อะไรทั้งสิ้น!”
b
เสียงกึกก้องราวฟ้าผ่าดังขึ้นใกล้หูข้า ข้ารีบหันตัวไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ระหว่างข้ากับคบเพลิงห่างไปไม่กี่ก้าว
b
มู่หรงยู่!
b
เงาร่างเขาแข็งเกร็งราวกับเหล็กกล้า ข้าไม่สามารถตีความอะไรจากดวงแก้วมืดมิดราวกับยามค่ำคืนได้ เขารุดมาข้างหน้า คว้าข้อมือข้า และลากข้าออกก่อนที่ข้าจะสามารถเอ่ยอะไรออกมาได้ ข้าสัมผัสได้เพียงความเจ็บแปลบที่ข้อมือท่ามกลางการผลักและดัน
b
“ปล่อยข้าซะ มู่หรงยู่!”
b
เขายังคงดึงตัวข้าต่อทำเป็นไม่ได้ยินที่ข้าพูด ชั่วพริบตาเดียวเราก็ออกมาอยู่ข้างนอก ทุกอย่างถูกคลุมด้วยม่านสีขาวบางๆของแสงจันทร์
b
ข้าหยุดหลังจากแงะมือเขาออกได้และตะโกนใส่เขา “เจ้าบ้ารึเปล่า เขาก็แค่คนที่ข้ารู้จักมาเป็นเวลานานเท่านั้น! ทำไมเจ้าต้องขัดเขาด้วย”
b
เขาหันกลับมาด้วยรอยยิ้มเสียสติและก้าวมาทางข้า ข้าก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ข้าสัมผัสได้ถึงรังสีเย็นเยือกแผ่มาจากตาของเขา
b
“ข้าก็เป็นบ้าน่ะสิ” เขาเอ่ยขณะขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ข้าถอยหลังทีละก้าว ทีละก้าว วันนี้เขาดูราวกับคนแปลกหน้า
b
ข้าสัมผัสได้ว่าหลังข้าแนบชิดกับกำแพงและเริ่มที่จะตระหนก ด้วยไม่มีที่ให้หนีแล้วข้าจึงได้แต่จ้องตาเขา
b
“เจ้าจำไม่ได้จริงๆน่ะหรือว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน”
b
ข้ารู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆมากดไหล่ข้าอยู่และเค้นออกมาได้แค่คำโง่ๆไม่กี่คำ “ข้าบอกแล้วนี่ ข้าเมาแล้วก็ลืมทุกอย่างหมดแล้ว”
b
“โกหก เจ้าจำได้”
b
อะไรของมันกันเนี่ย ข้าไม่ต้องให้เจ้ามาบอกเสียหน่อยว่าในหัวข้ามีอะไรบ้าง!
b
“เจ้าเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ไปอาบน้ำเย็นๆไป!” ข้าไม่อยากจะคุยเรื่องนี้ต่อจึงยกแขนเขาขึ้นแล้วผลักเขาออกก่อนจะจากไป
b
“หยุดขยับ”
b
เสียงเขาฟังดูใกล้มาก ข้ายกมือขึ้นดันเขาออกตามสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่มือข้าแตะโดนก็ถูกเขาใช้มือพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา มือเขาเย็นราวกับแผ่นน้ำแข็ง ข้าขยับมือไปมาพยายามจะหลุดออกแต่เขาก็แค่กระชับมือเขาแน่นขึ้นเท่านั้น
b
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าขยับ ฮั่นซิ่น” ข้ารู้สึกว่าริมฝีปากเขาเหมือนอยู่ใกล้หูข้าเอามากๆ
b
“เอาล่ะ เอาล่ะ อยากได้อะไรก็พูดมาสิ”
b
พวกเราจ้องไปที่อีกฝ่าย ความเงียบดูเหมือนจะหยุดเวลาเอาไว้ จู่ๆเขาก็ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ขังข้าไว้ระหว่างแขนของเขาโดยไม่ตอบคำถามข้าและดันตัวของเขาเข้ามาใกล้ขึ้น ข้าขัดขืนแต่ก็หลุดออกไปไม่ได้
b
“เจ้าทำอะไรอยู่กัน” ข้าขู่
b
กระแสลมอุ่นๆปัดผ่านใบหน้าข้า ข้ารู้สึกจักจี้เล็กน้อย เขายกหน้าข้าขึ้นและสำรวจมันด้วยสายตาร้อนเร่า ก่อนที่ข้าจะทันรู้ตัวริมฝีปากเขาก็อยู่บนริมฝีปากข้า- มันเย็นเล็กน้อยเหมือนมือของเขา ร่างกายข้าแข็งเกร็ง ปล่อยให้เขาทำสิ่งที่ต้องการอย่างย่ามใจ
b
หัวข้าหมุนเป็นเกลียว แขนขาถูกตรึงไว้ ลมหายใจถูกขโมย และพละกำลังทีต้านทานไม่ได้ก็เปลี่ยนสัมผัสเย็นเยือกก่อนหน้านั้นให้กลายเป็นคลื่นความร้อนมหาศาล
b
เขาปล่อยข้าหลังจากจูบอันนานแสนนาน ข้าอดหายใจหอบรับอากาศบริสุทธิ์ไม่ได้
b
“นี่ไงสิ่งที่ข้าต้องการ” เสียงเขาแหบพร่า
b
ข้าสงบสติอารมณ์ลงได้และจ้องเขาด้วยกรามที่เค้นแน่น
b
อย่าคิดว่าเพราะข้าเป็นเชลยแล้วจะทำอะไรกับข้าก็ได้นะ
b
“ข้าบอกแล้วไง ถ้าเจ้าชอบผู้ชายก็ไปหอนายโลมสิ! ข้าไม่ยอมให้เจ้าดูถูกข้าเช่นนี้เพียงเพราะข้าเป็นเชลยหรอกนะ!”
b
เขาหยุด แขนของข้าถูกกำแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว “เจ้าคิดว่าข้าดูถูกเจ้าอยู่หรือ ฮั่นซิ่น” เสียงเขาฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย
b
“ถ้าไม่ใช่ แล้วเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ” ข้าซัก
b
ข้าจ้องเขา ก่อนจะพยายามขยับตัวให้หลุดออกจากการกักขัง
b
รอยยิ้มยียวนปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของเขา “เจ้าคิดอย่างนั้นจริงๆหรือ ฮั่นซิ่น”
b
ข้าจ้องเขาอย่างดุดันขณะที่เขาหัวเราะเบาๆข้างหูข้า ข้าคิดว่าเขาขบกรามตัวเองอยู่
b
เขาเอนตัวเข้ามา ลมหายใจร้อนๆของเขาปัดผ่านคอข้า “ข้าล่ะอยากจะเปิดกะโหลกทึบๆของเจ้าออกดูจริงๆว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง”
b
ข้าขมวดคิ้ว ไอ้หมอนี่กำลังพ่นอะไรออกจากปากอยู่เนี่ย ข้าไม่สามารถจับใจความอะไรได้เลย
b
ริมฝีปากเขาทาบทับลงมาอีกครั้งก่อนที่ข้าจะทันได้พูดอะไร เขาดันฟันข้าให้เปิดออกและกวาดลิ้นไปทั่วทุกที่ในปากของข้า ไม่ยอมให้ข้าได้หลบหลีก บังคับให้ข้าตอบสนองเขา
b
“อื้มม” หัวข้าหมุนปั่นด้วยโทสะ ข้าพยายามดันเขาออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี
b
วินาทีถัดมาเสียงกรีดร้องอย่างเขย่าขวัญก็ดังขึ้นรบกวนคืนอันเงียบสงบ
b
“ยู่! พะ- พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ!”
b
b

ทะเลทราย | บทที่ 6 เวลาผ่านพ้น

ตั้งใจอ่านตอนนี้ดีๆนะคะ อิอิ

ด้วยเหตุผลบางประการ การโจมตีเนินทักษิณยังไม่เริ่มต้นขึ้น อย่างน้อยก็ยังไม่เริ่มในตอนที่ข้าแข็งแรงพอที่จะเดินเหินได้ตามสะดวก ก็นะ ข้าถือว่าฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วซึ่ง ตามที่มู่หรงยู่บอกไว้ เป็นเพราะยาที่เขาจัดเตรียมให้เป็นยาชั้นเลิศ
จะอย่างไรก็ตาม เขาช่วยข้าไว้ และข้าติดหนี้บุญคุณเขาครั้งใหญ่
ข้าส่ายหัว พยายามสะบัดเอาความคิดอันตรายพวกนี้ออกไป ข้าวางกองหนังสือบนแขนลงบนโต๊ะของเขา แล้วหันหลังเตรียมออกจากห้อง
“ฮั่นซิ่น” เขาพูดขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองแล้วชี้ไปที่กาน้ำชา “ชาหมดแล้ว ชงเพิ่มอีกกา และจำไว้ด้วยว่าข้าอยากได้ร้อนๆ ไม่ใช่อุ่น!”
ข้าเริ่มสาปแช่งเขาในใจ
เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกัน มู่หรงยู่ คนรับใช้ส่วนตัวเจ้างั้นหรือ แล้วคนรับใช้เจ้าก่อนหน้านี้หายไปไหนหมดกัน!
ถึงข้าจะไม่ยินยอมอย่างไรก็ตาม ข้าก็ยังหยิบกาน้ำชาขึ้นมาอย่างว่าง่าย เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยรอยยิ้ม ดวงตาหรี่ลง ราวกับพึงพอใจในพฤติกรรมของข้า ข้าฉีกยิ้มโง่ๆให้แล้วจากมา
แสงแดดสีทองเป็นประกายสาดส่องลงมาผ่านชั้นเมฆบางเบาแล้วตกกระทบพื้นเกิดเป็นจุดหลากขนาด ไม่มีใครอยู่ในสนามซ้อมขณะนี้นอกจากทหารเวรยามสองสามนาย
ข้าคุกเข่าหน้าเตาและเหม่อลอยขณะรอน้ำเดือด
ข้าถูกชี้นิ้วสั่งไปทั่วจากเขาด้วยเหตุผลที่ว่าข้าติดหนี้บุญคุณเขา ยังไม่ถึงวันดีแต่ข้าก็กลายเป็นคนใช้คนโปรดของเขาไปเสียแล้ว ข้าต้องตามเขาไปทั่วตั้งแต่เขาก้าวเท้าพ้นสนามซ้อมออกมา ตอนเขากิน ข้าบริการ ตอนเขาอ่านรายงาน ข้าฝนหมึก แม้แต่ตอนเขาหลับ ข้าก็ต้องจัดเตียง ถ้าข้าแสดงความไม่ยินยอมให้เขาเห็นแม้เพียงนิด เขาจะมองข้าอย่างไม่พอใจแล้วตะคอกใส่ “เจ้าอยากกลับไปที่คุกขนาดนั้นเลยหรือ”
จ้องมองเปลวไฟที่เผาไหม้อย่างเอื่อยเฉื่อยในเตา ข้าส่ายศีรษะโดยไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าข้าไม่อยาก ข้ายังคงคิดว่าการมีอิสระบ้างก็ดีกว่าไม่มีเลย แม้ว่ามันจะหมายถึงการถูกเขากลั่นแกล้งแบบนี้ เขาว่ากันว่าถ้าเกิดวิกฤตก็ต้องพลิกมันให้เป็นโอกาส ใช่ว่าเรื่องเฮงซวยแบบนี้จะเกิดขึ้นกับข้าเป็นครั้งแรกเสียหน่อย อีกอย่าง ข้าต้องหาทางหนีไปให้ไกลจากที่นี่ให้ได้…
ข้าถอนใจเบาๆ รำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสองสามวันมานี้
เรื่องของเรื่องก็คือ ข้าหาทางที่ว่าได้เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าพบว่าผู้คุมคนหนึ่งมักแอบโดดไปเจอสาว ข้าจับตามองเขามาหลายวันแต่ในตอนที่ข้าพร้อมจะดำเนินแผนการหลบหนีของข้าในคืนลมแรงที่มองไม่เห็นดวงจันทร์ มู่หรงยู่หยุดข้าไว้ด้วยวิธีแปลกประหลาด
‘ข้านอนไม่หลับ มานั่งเป็นเพื่อนหน่อย’
ใบหน้าเขาถูกบดบังด้วยเงาจากแสงจันทร์ ข้าไม่สามารถเห็นสีหน้าเขาหรือจับน้ำเสียงเขาได้ ข้าจึงทำได้เพียงทรุดตัวลงนั่งข้างๆเขาบนพื้นหญ้า เขาสวมชุดนอนสีขาว เขาก้มหน้าลงและดวงตาของเขาซึ่งปกติแล้วเยือกเย็นและเหินห่างก็อบอุ่นขึ้น เหลือเพียงความโดดเดี่ยวในนัยน์ตาคู่นั้น
เขาไม่ได้พูดอะไร และข้าก็ไม่อยากยั่วโมโหเขา พวกเราสองคนจึงเพียงนั่งท่ามกลางความเงียบ
สายลมพัดผ่านทุ่งหญ้าและกวาดเอาหญ้าแห้งปลิวขึ้นในอากาศ ราวกับใบมีดเล็กร่ายรำภายใต้ดวงจันทร์สีเงิน
ข้าไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้รัชทายาทผู้องอาจแบบเขาเหงาได้ เขาเป็นพระราชโอรสคนแรกของจักรพรรดิหยาง ฮ่องเต้โปรดเขาเป็นพิเศษแม้ว่าเสด็จแม่ของเขาจะจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก ทรงพระราชทานตำแหน่งให้เขาตั้งแต่เด็ก ยิ่งกว่านั้น เขามีผลงานและชัยชนะมากมาย ความเป็นไปได้คือเขาจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ในอีกไม่ช้านี้และได้ครอบครองอำนาจยิ่งใหญ่และทรัพย์สินมหาศาล
เพราะฉะนั้น ข้าในตอนนั้นจึงคิดว่า เขาควรจะกำลังตื่นเต้นและยิ่งฮึกเหิมมากขึ้นเรื่อยๆในสมรภูมิครั้งต่อๆไปไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้มีความโดดเดี่ยวอยู่ในดวงตาเขาเช่นนี้
‘เจ้า… มองข้าทำไม’
อยู่ดีๆเขาก็พูดโพล่งขึ้นมาจนข้าตกใจ ข้าเห็นว่าเขาหันมามองแล้วจึงรีบหันหน้าหนีและเพ่งมองไปที่ต้นหญ้าข้างหน้า
‘ทำไมเจ้าจึงนอนไม่หลับอีกแล้ว’
ข้าเห็นเขาส่ายศีรษะจากหางตา ‘ข้าไม่รู้ ข้าก็แค่ทำไม่ได้ แปลกใช่ไหม ข้าหลับทันทีที่หัวถึงหมอนในค่ำคืนที่เสียงสู้รบดังก้องไปทั่วค่าย แต่ข้ากลับนอนไม่หลับในตอนที่มันทั้งเงียบและสงบ’
เขาหัวเราะเบาๆ คิ้วเขาเกือบจะดูอ่อนโยนในตอนที่เขาปัดผมที่ไม่เป็นที่ออก ข้ายิ้มน้อยๆให้เขาและคงความเงียบไว้ เราอยู่กันอย่างนั้นจนดวงจันทร์ไต่ขึ้นถึงกลางฟากฟ้า
จนถึงตอนนั้นเขาถึงค่อยพึมพำขึ้นมาว่า ‘ดึกแล้ว ไปนอนกันเถอะ’
เสียงน้ำเดือดปลุกข้าขึ้นจากภวังค์ ข้าลุกขึ้นและเอื้อมมือไปเทน้ำเดือดลงกา แต่กลับได้ยินเสียงดัง ‘ตุบ’ ด้านหลัง ข้าเบี่ยงตัวไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ บางอย่างปัดผ่านใบหน้าข้าไปด้วยเสียงแหลมคม
กับดักงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นทำไมมันถึงไม่เคยทำงานมาก่อนล่ะ
ข้ายังคงหลบอยู่ที่มุมห้องสักพักแต่ก็ดูจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ข้าจึงชะโงกหัวออกมา หลังจากตรวจสอบอยู่หลายครั้ง ข้าก็ออกมาจากที่ซ่อน จนข้าเดินไปใกล้ประตูข้าถึงเห็นแสงแดดส่องทะลุรูขนาดเท่าประตูบนกระดาษ
ข้าสำรวจมันสักพัก… แต่ก็ไม่พบอะไร
ข้าไปดูกำแพงอีกด้านด้วยความกระวนกระวายเล็กน้อย และข้าก็เจอรูขนาดเดียวกัน ข้าใช้เวลากับมันอีกสักพักถึงได้เจอเข็มเงินยาวประมาณ 1 นิ้ว กระดาษขยำเป็นก้อนเล็กๆถูกตรึงติดกับกำแพงด้วยเข็มเล่มนั้น
นี่ท่านล้อข้าเล่นอีกแล้ว ใช่ไหม
ริมฝีปากข้ากระตุก
ตาแก่นั่นจะใช้วิธีธรรมดากว่านี้ไม่ได้หรือไง ต้องทำตัวลึกลับตลอดเวลา…
ข้าอดโอดครวญไม่ได้ ถึงจะในใจก็เถอะ หลังจากอ่านข้อความนั่น ถ้าเขาหาวิธีมาส่งข้อความให้ข้าได้ทำไมเขาจะไม่รู้ล่ะว่าข้าถูกลากไปไหนมาไหนจนตัวแทบจะติดกับมู่หรงยู่อยู่แล้วน่ะ
ข้าโยนกระดาษลงในกองไฟอย่างหดหู่ เปลวไฟลุกฮือขึ้นก่อนจะหรี่ลงดังเดิมในเวลาต่อมา ข้าตัดสินใจยอมรับชะตากรรมอันเลวร้ายของข้าและหยิบเอากาน้ำก่อนจะเดินออกจากห้องพลางถอนใจ
ข้าเดินผ่านทหารยศต่ำสองสามนายซึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่
“องค์ชายกำลังจะได้ของพระราชทานจากฮ่องเต้อีกแล้วสินะ”
“ข้าก็ว่างั้น อย่างไรองค์ชายก็ทำผลงานได้โดดเด่นยิ่งนัก ข้าหมายถึง นี่เราอยู่เบื้องหน้าเนินทักษิณเชียวนะ! จะมีใครมีหน้ามีตาได้มากกว่านี้หรือ”
“ข้าได้ยินมาว่าคนของฮ่องเต้ใกล้จะมาถึงแล้ว ฮิฮิ ข้าอยากรู้จังว่ารอบนี้องค์ชายจะได้อะไรบ้าง… อาจจะเป็นสาวงามสองสามคน…”
เสียงของพวกเขาจางลงเมื่อข้าเลี้ยวเพื่อจะไปห้องของมู่หรงยู่ ข้าทบทวนสิ่งที่ข้าเพิ่งได้ยินเมื่อครู่
หืมม ดูเหมือนว่าฮ่องเต้หยางจะเอาอกเอาใจเขาไม่น้อยเลย ส่งคนมาอย่างเร่งด่วนขนาดนี้ เขาคงกำลังเป็นห่วงบุตรชายที่อยู่กลางสนามรบคนนี้ เป็นเรื่องปกติที่จะส่งผู้หญิงมา-
แต่มาคิดดูอีกที ข้าว่าหลังๆนี้ข้าไม่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงเลย ฮึ่มม ช่างขยันอะไรเช่นนี้
ความคิดข้าถูกรบกวนอย่างหยาบคายด้วยเสียงอันไม่เป็นมิตรของมู่หรงยู่
“นี่ เจ้าไม่ได้ไปเอาน้ำมาใช่ไหม”
“หา” ข้าหยุดชะงัก ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะสวมสีหน้าใสซื่อตอบไปว่า “ไปเอามาสิ แต่ว่าไฟมันอ่อนเกินไป ก็เลย…”
เขาเงยหน้าขึ้นจากรายงานทางทหารของเขาแล้วจ้องหน้าข้า ซึ่งข้าตอบกลับด้วยสีหน้าไร้เดียงสาและถ้วยชาที่ร้อนจนควันฉุย เขายักไหล่ก่อนจิบชาอึกเล็กๆแล้วก้มหน้าไปอ่านรายงานพวกนั้นอีกครั้ง
ข้านั่งลงที่มุมห้อง เบื่อถึงที่สุดแล้วจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านมั่วๆ ข้าอ่านไปได้สองสามหน้าคลื่นความเหนื่อยก็ถาโถมเข้าใส่เสียแล้ว แต่อย่างไรข้าก็ไม่กล้าผลอยหลับต่อหน้าเขา สายตาข้ากวาดไปทั่วห้องก่อนที่สุดท้ายจะตกลงที่เขา
ปกติแล้วเขามักจะทะเลาะกับข้า แต่ในเวลาที่เขาเอาจริงเอาจังสมาธิเขาจะเพิ่มมากขึ้นถึงสองส่วน ดวงตาเขาจะไม่วอกแวก ส่วนพู่กันของเขาก็จะขยับไม่หยุด ศีรษะก้มลง ดวงตาไม่กะพริบ ราวกับเขาจมอยู่ในกองรายงานนั่นจริงๆ
เขานั่งอยู่บนโต๊ะดังนั้นข้าจึงเห็นได้เพียงเสี้ยวหนึ่งของเขาเท่านั้น แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างอย่างอ่อนโยนแล้วตกกระทบโครงร่างเขาอย่างแผ่วเบา ทำให้รูปหน้าเขาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น สันจมูกสูงคม ริมฝีปากเม้มแน่น และคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย – ดูเหมือนเขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ไร้ซึ่งรัศมีซึ่งมักแผ่ออกมาอย่างท่วมท้นในยามปกติ หรือความมุ่งร้ายใดๆ แม้แต่ความขี้เล่นที่เขาแสดงให้เห็นยามทะเลาะกับข้าก็หายไป
ข้าผงกศีรษะช้าๆ ข้าต้องยอมรับว่าเขาเป็นบุรุษที่โดดเด่นมาก ข้าได้รู้จักเขามากขึ้นหลังจากติดตามเขามาหลายวันนี้ เขาน่าจะเป็นองค์ชายประเภทที่อยู่ในสนามรบมากกว่าสภา เขามีนิสัยที่ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย(เขาดูปกติเวลามาหาเรื่องข้าแต่ต่อหน้าคนอื่นเขาเป็นก้อนน้ำแข็งเดินได้ดีๆนี่เอง) แต่สำหรับนิสัยเย็นชาของเขา รวมไปถึงความไม่ปกติเล็กน้อยนั้นก็เข้าใจได้เมื่อมองว่าแม่เขาตายจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก…
ข้าเบื่อจนหลับไปพร้อมหนังสือคามือในห้องที่อบอุ่นและแน่นขนัดนี้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ข้ารู้สึกถึงลมหายใจแผ่วเบาและมืออันอบอุ่นบนแก้มของข้า ข้าคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในความฝันข้าจึงใช้มือปัดมันออกและมันก็หายไป ข้าปรับท่านอนให้สบายมากขึ้นและเริ่มคุยกับพระอินทร์อีกครั้ง
แต่ไม่นานสัมผัสแปลกประหลาดนั่นก็กลับมาอีกครั้งและไม่ยอมหยุดลง
“หยูดน่าา…” ข้างึมงำพลางเบี่ยงหน้าหนี
ความรู้สึกจักจี้ยังคงตามมาและข้าเริ่มรู้สึกรำคาญ ข้าเปิดตาออกและเห็นมู่หรงยู่ยืนห่างออกไปก้าวหนึ่ง ดูราวกับเขาเพิ่งขยับมือไปด้านหลังและมองไปทางอื่น ริมฝีปากเขาเม้มแน่นขณะเขาหันศีรษะอย่างเยือกเย็น
ข้าขยี้ตา ลูบหน้าตัวเอง หาว แล้วถามเขาว่า “เจ้าควรจะกำลังอ่านรายงานพวกนั้นของเจ้าอยู่ไม่ใช่หรือ”
ข้าเห็นเขาขยับริมฝีปากแต่ไม่มีเสียงอะไรลอดออกมา ลูกตาเขากลอกไปมาและมีบางสิ่งดูไม่เป็นธรรมชาติในนั้นแต่วินาทีถัดมามันก็หายไป เขากลอกตาใส่ข้าแต่ไม่ยอมตอบอะไรกลับมา
เอางั้นก็ได้… ข้าไม่เคยเห็นเขาดูอึดอัดเช่นนี้มาก่อน
สายตาข้าเหมือนจะทำให้เขาหงุดหงิด เขาขมวดคิ้ว “เจ้ามองอะไรงั้นหรือ”
“เปล่านี่” ข้ายักไหล่ “ข้าแค่ยังไม่ตื่นดี”
เขากลอกตาเล็กน้อยและนั่งลง “ข้าอ่านพวกนี้เสร็จแล้ว เอามันไปเก็บ” เขาชี้ไปที่กองรายงาน
ข้าพยักหน้าอย่างรับรู้ และขณะที่ข้าเสร็จสิ้นการเรียงพวกมันและกำลังจะยกมันขึ้น เขาก็ลุกขึ้นและหยุดข้าไว้
“เจ้าไม่อยากรู้เหรอว่ารายงานพวกนี้บอกว่าอะไร ฮั่นซิ่น” เขาโน้มตัวเข้ามาและเอ่ยถาม
ข้าหวั่นไหวแต่สติข้าก็กลับมาทันที
มู่หรงยู่ ลูกเล่นชั้นต่ำพวกนี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก พวกลูกพี่ลูกน้องข้าเคยใช้ไม้นี้กับข้ามาแล้วในครั้งแรกๆที่พวกมันแกล้งข้าเมื่อหลายปีก่อน ต่อให้ข้าสู้ไม่ได้ ข้าก็ยังคงหนีได้ จริงไหม
ข้ายิ้มอย่างสุภาพ “โทษที ข้าไม่สน”
เขามองข้าอย่างเคลือบแคลงราวกับพยายามจะขุดรูสองรูบนตัวข้า
ข้าหาวอย่างเกียจคร้าน “ถ้าไม่มีอะไรกระหม่อมจะไปแล้วนะ องค์ชาย”
จากนั้นข้าก็หมุนตัวอย่างสบายๆก่อนจะออกจากห้องพร้อมด้วยกองรายงาน เพิกเฉยต่อท่าทางของเขา
ตาแก่บอกว่าจะมาพบข้าในที่ๆลมพัดกระหน่ำ ไร้แสงจันทร์ เปล่าเปลี่ยวจนไม่มีแม้กระทั่งนกบินผ่าน ข้อความนี้ทำให้ข้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
แน่นอนว่าชื่อของคนคนนั้นไม่ใช่ ‘ตาแก่’ แต่นั่นคือชื่อที่ข้าแอบเรียกเขาในใจ ชื่อของเขาคือเหลียวเถียนยี่ ท่านลุงข้าจ้างเขามาเป็นอาจารย์ประจำจวน ท่านลุงบอกข้าว่าเขาเป็นคนที่เปี่ยมพรสวรรค์ ความรู้ และปัญญา และยังเป็นบัณฑิตชื่อดัง เพียงแต่เขามีนิสัยแปลกประหลาด เขาไม่ยอมรับยศศักดิ์หรือตำแหน่งใดๆและอยากเป็นเพียงอาจารย์ที่จวนเสนาบดีเท่านั้น
ถ้าให้ข้านึกถึงสิ่งดีๆที่ได้รับจากที่นั่น นั่นก็คงจะเป็นเขา เขาสอนพวกเราอ่าน เขียน โต้วาที และประพันธ์ เขายังเล่าตำนานยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษและนักผจญภัยมากมายให้ฟัง และขณะที่เขาเล่า พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักก่อปัญหาขนาดไหน จะตั้งใจฟังเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างเป็นประกาย
มีหลายคราที่เขาไม่โกรธด้วยซ้ำเมื่อเจอข้าแอบอ่านหนังสือในหอสมุด กลับกันเขามักจะยิ้มอย่างอ่อนโยน ตบหัวข้า และเล่าเรื่องมากมายให้ข้าฟัง ไม่ว่าจะเป็นการปกครองรัฐ กลยุทธ การจัดกระบวนทัพ และเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่ข้าคิดว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้ใช้ในชีวิตนี้
ข้าเคยถามเขาหลายต่อหลายครั้งว่าทำไมเขาต้องสอนเรื่องพวกนี้ให้กับข้า แต่เขาจะตอบด้วยคำตอบที่ตีความไม่ได้ทุกครั้ง
‘เจ้าจะจำเป็นต้องใช้มันสักวัน ฮั่นซิ่น’ เขามักจะตอบเช่นนั้น
ข้ามีความสุขที่ได้มีอาจารย์เช่นเขาแม้ข้าจะไม่สามารถเข้าใจหลายเรื่องที่เขาสอน มีคนๆหนึ่งใส่ยาให้ข้ายามลูกพี่ลูกน้องกลั่นแกล้งข้า มีคนๆหนึ่งอ่านนิทานให้ข้าฟัง มีคนๆหนึ่งเห็นข้าเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง มีคนๆหนึ่งห่วงใย…
ในตอนที่ข้าเริ่มกังวลขึ้นมาว่าข้าจะแอบออกไปหาตาแก่อย่างไรภายใต้การจับตามองตลอดเวลาของมู่หรงยู่ มู่หรงยู่ก็บอกข้าว่าเขาต้องไปเจอขุนนางที่ถูกส่งมาจากสภาหยางโดยราชโองการของฮ่องเต้ ดังนั้นข้าไม่ต้องตามไปด้วย
ขอบคุณสวรรค์!
แน่นอนว่าข้าไม่ลืมสายตาพิฆาตและสีหน้าเย็นยะเยือกของเขาขณะข้าแอบเฉลิมฉลองอยู่ในใจ
“ห้ามเถลไถลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ถ้าเจ้ากล้าจะลองหนีดูล่ะก็… เจ้าได้เสียใจที่ได้เกิดมาแน่!” เขาขู่
ข้าไปถึงจุดนัดพบตามเวลาที่ได้นัดหมายไว้ หลังทนสายลมอันโหดร้ายยามค่ำคืนและทรมานเกือบหนึ่งชั่วยาม ข้าเริ่มสงสัยขึ้นมาว่า นี่ตาแก่ตัดสินใจทิ้งข้าไว้แล้วใช่ไหม
ราตรีนั้นเงียบสงบและปราศจากสิ่งใดรบกวน
ข้ากระชับเสื้อผ้าตัวเองให้แน่นขึ้นโดยหวังว่ามันจะช่วยมอบความอบอุ่นให้ข้าได้บ้าง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ดวงจันทร์ไปแอบซ่อนหลังเมฆทะมึนนานแล้วและเหลือไว้เพียงแสงสลัวสีส้มจากคบเพลิงของกองทัพอันห่างไกลเป็นแหล่งแสงสว่างหนึ่งเดียว
ข้าขดตัวเข้ากับซอกมุมทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของยามลาดตระเวนและเสียงโลหะกระทบกัน ข้าพ่นลมใส่มือตัวเองและตระหนักขึ้นในตอนนั้นเองว่ามันเกือบแข็งเสียแล้ว
ข้าสบถเบาๆ “ท่านอย่ามาหลอกให้ข้ารอเก้อนะ ตาแก่-“
“เจ้าพูดถึงใครอยู่หืม เจ้าเด็กแสบ”
อะไรบางอย่างถูกใช้ตีหัวข้าอย่างแรง ข้าเหลือบมองขึ้นไปเห็นคนยืนมองข้าอย่างสบายอารมณ์พร้อมแส้ในกำมือ ข้าหรี่ตามองและลุกขึ้นตอนที่จำเขาได้
“ตาแก่-”
เขาแสยะยิ้มขณะหวดข้าอีกรอบ “เดี๋ยวนี้เจ้าเรียกครูบาอาจารย์อย่างนี้หรือ ไอ้เด็กผี”
“ขออภัย ขออภัย” ข้าแก้ตัวเองในทันที “อาจารย์เหลียว”
ทุกคนรู้ดีว่าเขาคือบัณฑิตผู้เปรื่องปราดแต่ข้ายังรู้อีกว่าเขายังมีลูกเล่นซ่อนอยู่สองสามอย่างที่เขาไม่ยอมแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ ดังนั้นข้าจึงไม่สงสัยด้วยซ้ำว่าเขาเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร เข็มเงินเมื่อวันก่อนก็เป็นหนึ่งในลูกเล่นประจำของเขาเช่นกัน
เราเหมือนทหารสองนายพยายามรักษาความอบอุ่นไว้ขณะเราซุกตัวเข้าหากัน
ตาแก่อยู่ในวัยสี่สิบกว่าแล้วแต่ดวงตาเขายังคมกริบเหมือนเช่นเคย มีกิ่งไม้สีเข้มเสียบบนปากเขาและชุดสีดำทำให้เขาดูผอมลงไปอีก
“อาจารย์ ถ้าท่านเข้าออกที่นี่ได้สบายๆก็ช่วยหนีบข้าไปด้วยไม่ได้เหรอ ช่วยให้ข้าพ้นจากการทรมานนี่ทีเถอะ”
เขากลอกตาใส่ข้า “ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าจะพูดอะไรน่าอายแบบนี้ออกมา”
ข้าถอนใจเฮือกใหญ่ “แต่ว่านะท่านอาจารย์ ไม่ใช่ว่าข้าจะอยากถูกจับเสียหน่อย อีกอย่างข้าก็หนีออกไปเองไม่ได้ด้วย ท่านจะยุ่งยากมาถึงนี่ทำไมถ้าท่านอยากให้ข้าตายอยู่ที่นี่จริงๆ”
เขายิ้มอีกครั้ง “ข้าว่ามันก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรนี่ เจ้าเองก็ทำงานพอใช้ได้เลย พวกชงชาแล้วก็ยกไปบริการอะไรเทือกนี้น่ะ”
ลมหายใจข้าสะดุด “ข้าต้องทำอย่างนั้นเพราะข้าไม่อยากทรมานยิ่งขึ้นไปอีกอย่างไรล่ะ!”
“เอาเถอะ วันนี้ข้าไม่ได้จะมาพูดคุยไร้สาระ” เขาหันมามองข้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”
ข้าไม่เคยได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อนและลางร้ายก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจข้า
“ฮั่นซิ่น เมื่อใดกันที่เจ้าจะหยุดทำตัวเช่นนี้ ข้าหวังว่าเจ้าไม่คิดจะทำแบบนี้ไปตลอดชีวิตหรอกนะ”
หัวใจข้ากระโดดขึ้นมาถึงลำคอ ข้าลุกขึ้นเพื่อจะจากไป ไม่อยากฟังอะไรต่อทั้งสิ้น แต่เขากำข้อมือข้าไว้
“ข้ารู้ ว่าเจ้าถูกละเลยและกลั่นแกล้งตั้งแต่ยังเด็ก และเจ้าก็ไม่เคยจะสนใจเรื่องพวกนั้น แต่พอเรื่องมาถึงจุดๆนี้แล้วเจ้าก็จะยังทำตัวเช่นนี้งั้นหรือ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเตือน
ข้าหันศีรษะหนี ไม่อยากจะโต้ตอบอะไรในเมื่อความลับก็ถูกเผยออกมาแล้ว
“เจ้าอาจจะสุขสบายอยู่ที่นี่แต่รู้บ้างไหมว่าข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“แน่นอนว่าข้ารู้” ข้าหัวเราะเยาะเบาๆ “เชื้อพระวงศ์ทั้งหมดของแคว้นรุ่ยส่งกองพลของตนออกมาช่วยฮ่องเต้ แต่ก็แพ้อย่างยับเยินต่อหน้ากองทัพหยาง ไม่มีผู้รอดชีวิต แม้แต่ตัวเชื้อพระวงศ์เอง จอมทัพเหิงทางใต้มีกองกำลังขนาดใหญ่ภายใต้การควบคุมแต่ไร้วี่แววว่าเขาจะส่งทัพเสริมออกมาช่วย และตอนนี้เมืองหลวงก็ตกอยู่ในอันตรายเมื่อผาน้ำถูกตีแตกไปแล้ว”
เขาพยักหน้าขณะใช้ดวงตาไร้อารมณ์จับจ้องข้า “ดี อย่างน้อยเจ้าก็พอรู้อะไรบ้าง”
“แล้วทั้งหมดนั่นมันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ” ข้ากระชากมือตัวเองออก “ข้าเพียงอยากจะมีชีวิตธรรมดาก็เท่านั้น ไอ้ยศศักดิ์อะไรนี่ก็ดีแต่เป็นภาระ อีกอย่าง ไม่มีใครมองข้าสูงส่งเสียด้วยซ้ำ แค่นี้ข้าก็สร้างบุญคุณใหญ่หลวงให้พวกมันเกินพอแล้วที่ไม่คายอะไรออกมาหลังจากการโบยพวกนั้น! พวกมันจะเป็นหรือตายอะไรก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว”
“ระวังปากตัวเองด้วย!” เขาตะคอกอย่างฉุนเฉียวขึ้นทันที “เจ้าไม่ได้เป็นแค่ผู้ดีธรรมดา เจ้าเป็น…”
“ห๊ะ”
ข้าแอบเหลือบมองเขา รู้สึกเหมือนชิ้นส่วนตัวต่อขาดหายไป
ร่างเขาสั่นขณะจ้องมองข้าเงียบๆ สักพักเขาหันจากไปและเมินข้า ข้าดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ คิดว่าครั้งนี้ข้าทำเกินไปเสียแล้ว
“ไม่เอาน่า ข้าขอโทษ” ข้าพึมพำ “อาจารย์เหลียว…”
“เจ้าพูดออกมาได้อย่างไรว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
เสียงเขาแผ่วเบาราวกับว่านอกจากจะถามข้าแล้วเขายังถามตัวเองไปพร้อมกัน ข้าหยุดและมองเขา ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
ความเงียบนั้นเหมือนกับความตาย หยุดยั้งทุกสิ่งรอบตัวเราไว้ ความคิดมากมายไหลผ่านหัวข้าแต่ข้าไม่สามารถจับต้องอะไรได้เลย
เขาหันกลับมาด้วยสีหน้าลึกลับแล้วประกาศก้อง “เจ้าจะไม่มีวันมีชีวิตธรรมดาได้หรอก ฮั่นซิ่น”
ข้ามองเห็นสีแดงราวกับถูกค้อนทุบหัว ข้าลุกขึ้นแล้วหันไปมองเขา
“นี่คือชีวิตข้า! ไม่มีใครจะมาใช้มันแทนข้าได้ และเรื่องสงคราม เรื่องแคว้นอะไรทั้งหมดนี่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า!”
ข้าเริ่มเดินจากไปแล้วตอนได้ยินเสียงเขาดังขึ้นจากด้านหลัง “แล้วเจ้ารับได้งั้นหรือที่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างพวกมัน”
ข้าหันกลับไปจ้องเขา น้ำเสียงข้าหนักแน่นราวโลหะ “ข้าจะจากไปแน่! ไม่ว่าจะที่นี่หรือแคว้นรุ่ย!”
ลมหนาวเหน็บพัดผ่านไป
ข้าเดินลากเท้าไปตามทางเล็กๆอย่างไม่รู้ทิศทาง แสงจันทร์ส่องผ่านเมฆและก่อให้เกิดเงาเดียวดายบนพื้นดิน ไม่มีวี่แววผู้คนรอบด้าน หลังจากเลี้ยวที่มุมทางเดินข้ามองขึ้นไปโดยไม่รู้ตัวและหยุดเดินทันที มีร่างหงอยเหงานั่งอยู่บนริมระเบียง
นั่นมัน… มู่หรงยู่ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ว่าเขาต้องไปพบขุนนางหยางหรืออะไรเทือกนั้นหรอกหรือ ทำไมเขาถึงมานั่งคนเดียวในเวลามืดค่ำเช่นนี้
เขาอยู่ในชุดเรียบง่ายสีอ่อน ศีรษะก้มต่ำเล็กน้อย ดวงตาปิดราวกำลังตกอยู่ในห้วงคิดแต่รังสีน่าเกรงขามก็ยังแผ่ซ่านรอบตัวเขา กาน้ำจัณฑ์ถูกตั้งอยู่เบื้องหน้าเขาและสายลมก็พัดกลิ่นเหล้ารุนแรงให้โชยมา
ข้าเดาว่าเขาคงกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่กระมัง
ข้าตัดสินใจว่าจะไม่รบกวนเขาจึงถอยหลังช้าๆและกำลังจะจากไปในตอนที่…
“อย่าขยับต่ออีกก้าวเชียวนะ”
ข้าชะงัก เขามองขึ้นมาช้าๆ “ฮั่นซิ่น มา… ดื่มกับข้า”
เขาบอกว่าเหล้านำความสุขมาสู่จิตใจ หลังจากพวกเรากระดกหลายแก้วลงท้อง แก้มเราก็แดงขึ้นและบทสนทนาเราก็มีชีวิตชีวามากขึ้น
“ตามที่ข้าคาดไว้… เสด็จพ่อส่งคนของเขามาวันนี้…” เขายกแก้วเขาขึ้นและเอ่ยกับท้องฟ้าและดวงจันทร์ “สุดท้ายเขาก็ยังระแวงข้าอยู่”
“ไม่มีทาง…” ข้าพักหัวข้าไว้กับมือและมองของเหลวในแก้วขณะเอ่ยถาม “ทำไมคนเป็นพ่อถึงจะ… ไม่เชื่อลูกแท้ๆของตัวเองล่ะ”
เขากระดกหมดแก้วแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “เจ้าไม่… เข้าใจหรอก”
ข้าจิบเหล้าแล้วเหล่มองเขา “และนั่นก็ทำให้เจ้ามานั่งดื่มคนเดียวตรงนี้เหรอ”
เขาพยักหน้าและเติมแก้วตัวเองอีกครั้ง
“ก็นะ ถ้าพูดออกมาเจ้าจะรู้สึกดีขึ้นน้า”
เขาหน้าขมวดด้วยความสงสัยทันที ข้าจึงรีบเสริมว่า “ถึงม่ายบอกก็ไม่เป็นไรน่า ข้าไม่อยากจารุกล้ำความเป็นส่วนตัวเจ้า… หรืออะไรทำนองนั้น”
อารมณ์ที่ไม่คุ้นเคยฉายขึ้นในแววตาเขา ความเศร้างั้นหรือ ข้าชะงัก ความเศร้างั้นรึ ไม่ใช่คำที่เข้ากับเขาเลย
เขาระบายออกมาอย่างลังเล “ข้าเป็น… รัชทายาทของหยาง แต่ว่า… ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วข้าก็มีสายเลือดของรุ่ยอยู่ เสด็จแม่ของข้าเป็นบุตรสาวของ… ตระกูลดังในแคว้นรุ่ย และถูกพาตัวมาโดยเสด็จพ่อของข้าในสงคราม เสด็จพ่อของข้าชื่นชมความสามารถและปณิธานแห่งท่านและ ทำให้ท่านเป็นสนมของเขา”
เขาก้มศรีษะลงและกระซิบอย่างแผ่วเบาจนข้าแทบไม่ได้ยินเขา “แต่ว่า…  เสด็จแม่เกลียดเขา แม้ว่าท่านจะให้กำเนิดข้า… ท่านก็ยังเกลียดเขา… แม้แต่ความรู้สึกที่มอบให้ข้าเองก็ยังสับสน”
จู่ๆข้าก็คิดถึงพ่อแม่ที่ข้าไม่เคยเจอหน้าและหัวใจข้าก็บิดเกร็ง ข้าตบหลังเขาอย่างเห็นใจ แต่เขาก็ยังไม่หยุด- คงจะดื่มมากเกินไป
“เสด็จแม่คิดถึงบ้านเกิดของท่านเอามากๆ… และได้ตายลงหลังจากให้กกำเนิดข้าได้หกปี… เสด็จพ่ออาจจะโปรดข้าก็จริง… แต่ข้าก็มีน้องสี่คนที่มีภูมิหลังที่ดี… ข้าจึงไม่มีที่พึ่งใด… นอกจากตัวข้าเอง”
ช้านั่งลงบนโต๊ะหินขณะมองเขาด้วยดวงตาพร่าเลือน- คงจะดื่มมากไปเช่นกัน “ดังนั้น… ดังนั้นเจ้าจึงนำทัพของเจ้าและรบดะไปทั่วงั้นหรือ”
“พวกเขาต่างได้รับการสนับสนุนจากญาติฝั่งมารดา… แต่ข้าไม่มีเลย… มีแค่ความสำเร็จทางการทหารเท่านั้นที่ช่วยให้ตำแหน่งข้ามั่นคง”
ในตอนนี้ที่ข้าเห็นภาพรวมมากขึ้น ข้าพยักหน้าอย่างรับรู้ “แล้วเสด็จพ่อของเจ้าก็ดันม่ายเชื่อใจเจ้า… ก้อเลยทำให้เจ้า… เจ้าเศร้า”
เขาก้มศรีษะลงเหมือนจะพยักหน้าแล้วก็เงยขึ้นมามองข้าอีกครั้ง เขาชี้นิ้วเรียวยาวมาที่ข้า “ถูกเผง”
เขาเติมเหล้าอีกครั้งจนปริ่มแก้วแล้วจ้องมองข้าอยู่ชั่วครู่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าจะพูดอะไร
“แล้ว ฮั่นซิ่น พ่อแม่เจ้า… เป็นอย่างไรหรือ”
ข้าปิดตาตัวเองแน่น สมองยุ่งเหยิง ข้าพึมพำหลังจากครุ่นคิดแล้ว “ข้า… ไม่รู้… ข้าม่ายเคยเจอพวกเขาเลย”
“เจ้าจำอะไรไม่ได้เลย… แม้แต่นิดหรือ”
ข้าส่ายหัวก่อนจะดื่มอีกอึก “ข้า… ไม่รู้จริงๆ… ข้าจำอะไรก่อนข้าเก้าขวบไม่ได้เลย”
ตาเขาเบิกกว้าง “เจ้าหมายความว่าไง”
“ทุกครั้งที่ข้าพยา… พยายามจะนึกอะไร… หัวข้าจาปวดมากๆ… จนข้าเลิกพยายามไปเอง”
หน้าเขาแดงขึ้นและหมอกก่อตัวขึ้นในดวงตาสีดำของเขา
“ข้าว่านั่นคงเป็นเรื่องหนึ่งที่เราเหมือนกันล่ะมั้ง”
รอบกายข้าพร่าเลือนและข้าก็มองมู่หรงยู่ไม่ชัดแล้ว ข้าหัวเราะขณะดื่มแก้วสุดท้ายและรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นเหมือนขนนกขณะสายตาข้าพร่าเลือน
หลังจากมึนอยู่นาน ข้ารู้สึกถึงอะไรนุ่มนิ่มใต้ตัวข้า ร่างกายข้าร้อนขึ้นเรื่อยๆและหัวข้าก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ข้าพลิกและหมุนไปมาอย่างมึนงงจนเจอจุดที่สบายและพร้อมจะนอนหลับฝันดี
จากนั้นบางสิ่งหนักๆก็กดทับตัวข้า
เหล้าโง่ๆเอ๊ย ดูสิว่าเจ้าทำอะไรลงไป ข้าลืมตาไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงผลักอะไรนั่นออกไป
หลังจากพยายามอยู่สองสามครั้ง สิ่งนั้นก็หนักขึ้นไปอีก เหล้าโง่เง่านี่แรงไม่เบานะนี่- ข้าแทบจะลุกเป็นไฟเลย แต่จู่ๆข้าก็รู้สึกเย็นขึ้นมา ข้าเผยอเปลือกตาขึ้นและมองเห็นดวงตาสีดำเปล่งประกายคู่หนึ่ง ข้ามองเข้าไปชั่วครู่ก่อนจะเหลือบมองไปทั่วและเห็นอกเปลือยเปล่าของตัวเอง
ถึงว่ามันเย็น เสื้อ- เสื้อข้าหายไปไหน
ลมหายใจอุ่นร้อนตกกระทบใบหน้าข้า ข้าว่ามีคนพยายามจะพูดกับข้าแต่อาการปวดหัวนี่ทำให้ข้าไม่ได้ยินเหี้ยอะไรเลย
อะไรเกิดขึ้นกันแน่วะ
ข้ารู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นเรื่อยๆและลิ้นกรุ่นร้อนแทรกเข้ามาในปากข้า ชอกชอนไปทั่วมุมปากด้วยอุณหภูมิครุกรุ่นราวกับเจอแม่น้ำดับร้อน ข้าจำใบหน้านี้ขึ้นมาได้หลังจากคิดอยู่หลายรอบ
เงาของมู่หรงยู่ทาบทับข้าอย่างสมบูรณ์ เสียงหอบกระเส่าของเขาฟังดูหยาบคายยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ด้านบน ใบหน้าเขาแดงขึ้นเรื่อยๆและดวงตาของเขาที่ปกติแล้วใสกระจ่างก็เต็มไปด้วยความปรารถนา เขามองการขัดขืนอันไร้ประโยชน์ของข้าแล้วลมหายใจเขาก็ยิ่งขาดช่วงมากขึ้น
สติอันพร่าเลือนของข้าพยายามประมวลข้อมูลตรงหน้าแต่ก่อนที่จะหาข้อสรุปได้เขาก็ก้มลงมาอีกครั้งในชั่วพริบตา ข้าบ่ายศีรษะไปอีกด้านตามสัญชาตญาณแล้วรู้สึกถึงลำคอถูกดูดและกัด
ขะ- เขาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย เขาเมาจนถึงขั้นคิดว่าข้าเป็นผู้หญิงเลยงั้นเรอะ หรือเหล้าไปกระตุ้นต่อมหื่นเขากัน
ข้าว่า ข้าไม่เห็นเขาอยู่กับผู้หญิงเลยช่วงนี้ หรือว่า… เขาสนใจบุรุษด้วยงั้นหรือ ข้าขยับตัวออกเล็กน้อยแล้วหัวเราะคิกคัก
“อาไรตลกเหรอ” เขาหายใจข้างหูข้าขณะถูไถไปทั่วร่างข้า
สุดท้ายแล้ว องค์รัชทายาทผู้สูงส่ง ก็มีความชอบพิเศษเช่นกัน ทำไมเมื่อกี้เขาไม่ยอมบอกข้าล่ะ ไม่มีอะไรน่าอายเสียหน่อย ข้าไม่ล้อเลียนเขาหรอกน่า
“มู่หรงยู่!”
“หือ”
สุดท้ายข้าก็คว้าข้อมือไอ้หื่นไว้ในควบคุมได้และแนะว่า “ออกประตูไป เลี้ยวซ้าย แล้วเดินไปจนสุดทาง จะเจอตึกสูงสามชั้นตกแต่งด้วยโคมสีแดง- นั่นคือหอนางโลมที่ดังที่สุดในเมือง ถ้าเจ้าเข้าไปต่อก็จะเจอหอนายโลม จะสูง เตี้ย อ้วน ผอม แบบไหนที่เจ้าชอบ ที่นั่นมีหมด ไม่ต้องห่วง ข้าไม่หลอกกินเงินเจ้าหรอก พี่ชาย บอกชื่อข้าไป- เจ้าจะได้ส่วนลดสองส่วน”
ข้าตบเขาแรงๆบนไหล่เขาด้วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าข้าเป็นเพื่อนที่ดีและใจป้ำมากแค่ไหน และข้ารู้สึกว่าน้ำหนักเขาที่กดลงมาเบาลงทันที
ฉลาดอะไรอย่างนี้ พูดแค่นี้ก็เข้าใจแล้ว
คิดได้อย่างนั้น ข้าปล่อยมือเขาออกและพลิกตัว ข้าพึมพำขณะลากผ้าห่มมาคลุมตัว “ข้าจะไม่ไปขัดขวางค่ำคืนอันยาวนานของเจ้าหรอก… แค่อย่าลืมปิดประตูตอนออกไปด้วยล่ะ… อา เหนื่อยจัง…”
ข้าหาวแต่กลับมีมือหนึ่งตบหน้าข้าเสียงดัง ข้าผุดลุกขึ้นนั่งแต่เขายืนเรียบร้อยแล้ว กระชับชุดตัวเองแล้วมองหน้าข้าด้วยสีหน้าดำทะมึน
ความง่วงหายไปทันที ข้านั่งด้วยมือข้างหนึ่งกุมใบหน้า ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร สีหน้าองค์รัชทายาทขมึงทึง ริมฝีปากเขายังกระตุกอีกด้วย ร่างกายเขม็งเกร็งตรงข้ามกับอกที่กระเพื่อมแรง รางกับเขาพยายามกดอารมณ์โกรธอย่างร้ายแรงอยู่
อะ- อะไรกัน
ข้าแค่คิดถึงจิตใจของเจ้าแล้วพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเราก็เท่านั้น ข้าไม่หัวเราะเยาะเจ้าเพราะไปล่วงรู้ความลับเล็กๆของเจ้าหรอก การที่เชื้อพระวงศ์จะมีคนรักเป็นบุรุษก็ไม่ใช่เรื่องหายากด้วยซ้ำ
แล้วทำไมเจ้าต้องตีข้าด้วยล่ะ
เขานิ่วหน้าแล้วกระทืบเท้าจากไป ไม่ลืมกระชากประตูปิด
ปัง! ฝุ่นที่สะสมบนประตูกระจายออกแล้วหล่นลงพื้น แม้แต่เปลวเทียนก็สั่นไหว
“ประหลาดคน”
ผ่านไปสักพักข้าจึงลดมือลงแล้วแผ่ลงไปบนหมอน

แฮ่ ถึงจะต้องรอกันนานแต่ตอนนี้ก็คุ้มค่าแก่การรอคอยใช่มั้ยคะ คิดว่าหลังอ่านจบหลายคนจะย้ายมาสงสารมู่หรงยู่ทันที ทำไมถึงบื้อได้ขนาดนี้กันนะ ฮั่นซิ่น
 
ทีนี้คือ เราแปลจากภาษาอังกฤษใช่มั้ยคะ แล้วคำราชาศัพท์เขาจะน้อยมากๆ ไม่เหมือนไทย ทีนี้เราเลยใช้เซนส์เราเองเลยนะคะว่าตรงไหนควรใช้ราชาศัพท์มั้ย (แต่บางที่ที่ควรมีแต่เราไม่ใช้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ เราไม่รู้ศัพท์…)
 
แล้วก็มีข่าวร้ายมาบอกคือ… เราเปิดเทอมแล้วค่า เพราะงั้นสปีดการแปลน่าจะช้ามากๆ แต่เราจะพยายามไม่ให้มันช้ามากเกินไปนะคะ แหะๆ
 
เจอกันตอนหน้า ขอบคุณสำหรับทุกเม้นนะคะ<3

[Review] Candy and Kiss [manga]

IMG_5125.JPG

  • ชื่อญี่ปุ่น : Ame to Kiss
  • ชื่อไทย : Candy and Kiss จุมพิตหวานปานลูกกวาด
  • ผู้แต่ง : Shiro Akihira
  • สำนักพิมพ์ : Bly comics
  • ประเภท : romantic comedy
  • คำแนะนำ : ควรอ่านบนเตียงกว้างๆ เพราะอ่านไปจะอยากบิดไปมาด้วยความเขิน ≧◡≦

เพิ่งอ่านจบสดๆร้อนๆเลยค่ะ แนะนำมากสำหรับผู้ที่ต้องการเติมความหวานให้ชีวิต  เพราะเรื่องนี้หวานตั้งแต่ลายเส้นยันเนื้อเรื่อง เราอ่านไปแล้วยิ้มไม่หุบเลยค่ะ น่ารักมากกกกกกกก

ตัวเอกของเรื่องคือมาเอดะคุง เขาคิดว่าตัวเองนั้นหน้าตาก็ไม่ดี หุ่นก็แย่ พูดง่ายๆก็เป็นคนที่ชอบดูถูกตัวเอง พอตกหลุมรักยางิอิซังซึ่งใจดีกับทุกคนและเคยเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เขาก็ได้แต่แอบชอบอยู่เงียบๆและคิดว่าตัวเองไม่มีทางสมหวังหรอก แต่จู่ๆเขากลับถูกยางิอิซังจูบ…!?

สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้คือเราได้เห็นคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ด้วยความรัก และทั้งๆที่ส่วนมากเรื่องสไตล์นี้มักจะมีพระเอกเป็น mister perfect แต่สำหรับเรื่องนี้นั้นคนเขียนได้แสดงให้เราได้เห็นถึงด้านที่อ่อนแอของยางิดิซังและนั่นก็ทำให้มาเอดะคุงที่ดูถูกตัวเองมาตลอดเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมา เราชอบซีนนี้มากๆเลยค่ะ

ส่วนเรื่องของการแปลนั้นเราว่าเรื่องนี้แปลโอเคเลย ไม่ได้รู้สึกสะดุดตรงไหน และจัดวางฟ้อนต์ได้ดีใช้ได้

เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ชอบแนวกุ๊กกิ๊ก รอมคอม ขอแนะนำเรื่องนี้เลยค่ะ

ทะเลทรายเหมันต์ – บทที่ 5 ไม่คาดฝัน

 

ข้าตื่นขึ้นจากอาการหนาวสั่น ดวงตาข้าลืมขึ้นเพียงเพื่อจะได้เห็นใบหน้าที่ข้าอยากจะต่อยให้ยับ
เจ้าของใบหน้านั้น มู่หรงยู่ นั่งกอดอกอยู่บนเตียง ใบหน้าเขาไร้อารมณ์ราวกับข้าเป็นผลไม้ลูกหนึ่งและเขากำลังพิจารณาว่าควรจะเอาข้าไปปอกเปลือกหรือคั้นน้ำดี
สีหน้าเขายังคงเดิมขณะมองข้าลืมตาขึ้นช้าๆ “อรุณสวัสดิ์”
ข้าหงุดหงิดขึ้นมาในทันที ก็ความผิดเจ้าไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ข้าต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้น่ะ!
ข้ารู้สึกเจ็บแปลบที่อกทันทีที่พยายามลุกขึ้นมา สีแดงสดซึมผ่านผ้าพันแผลสีขาว ข้าทนไม่ไหวและทิ้งตัวลงไปในกองฟูกอีกครั้งและหอบราวกับกำลังจะตาย
“อย่าฝืนเลย มองสภาพตัวเองก่อนเถอะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เจ้ายังตื่นขึ้นมาได้”
เขาโน้มตัวเข้ามาแล้วฉีกยิ้มและดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวข้าอีกครั้ง แม้การยิ้มจะไม่ผิดอะไรแต่รอยยิ้มของเขามันน่าขยะแขยงซะจนทำให้ข้าตัวสั่น
น่าขยะแขยงซะจนไม่มีอะไรขยะแขยงไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“เอาล่ะ พอแล้ว พอแล้ว” ข้าผลักมือเขาออกโดยทำเป็นลืมความเจ็บปวด เขาขมวดคิ้วและไม่ยินยอมทำตาม ข้ายักไหล่อย่างทำอะไรไม่ได้ “ข้าจะถือเสียว่าตัวเองโชคร้ายละกันที่ต้องมาเป็นนักโทษของเจ้าอีกครั้ง”
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดีที่เราตกลงกันได้”
ข้าปรับลมหายใจก่อนพูดอีกครั้ง “จริงๆเป็นนักโทษของเจ้าก็ไม่เลวร้ายอะไรนัก ถึงที่นอนข้าอาจจะเย็นไปหน่อย อาหารอาจจะไม่อร่อยไปนิด และข้าอาจจะถูกซ้อมเป็นครั้งครา แต่นอกเหนือจากนั้นมันก็ไม่ได้แย่อะไร”
ดวงตาเขาเบิกกว้างราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าพูด “เจ้ามองโลกในแง่ดีจริงๆเลยนะ หืม”
“ก็นะ ใช่ว่ามองโลกในแง่ร้ายจะช่วยให้ข้าออกจากที่นี่ได้เสียหน่อย เพราะฉะนั้นข้าจะหดหู่ไปทำไมล่ะ” ข้าหยุดก่อนจะพูดต่อ “แต่ข้าขอพูดให้ชัดๆก่อนนะ คราวนี้ข้าไม่มีข้อมูลอะไรให้เจ้าทั้งนั้น ดังนั้นไม่ต้องพยายามจะให้ข้าพูดหรือทำอะไรทั้งสิ้นเพราะถ้าเจ้าจะทำอย่างนั้นไม่สู้เจ้าปล่อยให้ข้าตายไปตั้งแต่ตอนนั้นยังจะดีกว่า”
เขากระแอมเบาๆและพยายามหุบยิ้มทันที พร้อมด้วยปั้นสีหน้าเอาจริงเอาจัง “การช่วยชีวิตคนอื่นมีค่ายิ่งกว่าการถวายสิ่งใดๆให้พระเจ้าทั้งนั้น อีกทั้งยังง่ายเสียกว่าการพลิกฝ่ามือ”
“ข้าว่ามีคนอีกหลายคนเลยล่ะที่ตายระหว่างการโจมตีครั้งนี้ เจ้าจะไปช่วยพวกเขาเหล่านั้นทุกคนเลยงั้นหรือ” ข้าอดหัวเราะเยาะไม่ได้
แสงเทียนสั่นไหว ก่อให้เกิดแสงสลัวหากแต่อบอุ่นไปทั่วห้อง ข้าเพิ่งสังเกตว่าด้านนอกนั้นมืดสนิท ข้าไม่สามารถตีความแววตาของเขาที่สอดส่ายทั่วร่างข้าราวกับค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ได้
จู่ๆเขาก็เบือนหน้าหนี “ช่างเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าชื่นชอบการโต้เถียงแค่ไหนแต่ข้าจะไม่เสียเวลามาถกเถียงกับเจ้า เอ้านี่” เขาวางถ้วยใส่ยาสีดำขุ่นลงข้างเตียง “ยาภายนอกถูกทาเรียบร้อยแล้ว ดื่มนี่เสีย”
ไม่แน่ใจว่าเขาวางแผนอะไรอยู่ ข้าลังเลและถดตัวกลับไปในผ้าห่ม
ความรำคาญฉายขึ้นในดวงตาเขา “ถ้าข้าจะฆ่าเจ้าข้าคงทำไปแล้วล่ะ จะเสียเวลาช่วยชีวิตเจ้าไปทำไม ไม่ดื่มงั้นหรือ ตามใจ!”
ตรงข้ามกับคำพูดเขา เขาถือถ้วยยาร้อนฉุยอย่างหนักแน่นเบื้องหน้าข้า ข้ายักไหล่ เหนื่อยเกินกว่าจะมาโต้วาที คว้าถ้วยไว้และดื่มยาลงในอึกเดียว อย่างไรเสียข้าก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาและสภาพข้าในตอนนี้นั้นไม่สามารถต่อกรกับเขาได้เลย เขาอาจจะตัดสินใจฆ่าข้าขึ้นมาจริงๆถ้าข้าเกิดไปทำให้เขาของขึ้นขึ้นมา
ร่างกายข้าปวดเกร็งจากความเจ็บของแผลบนอกที่ฉีกขึ้นอีกครั้ง มันเจ็บราวกับข้าถูกผ่าด้วยดาบขึ้นมาอีกครั้งจนแยกไม่ออกระหว่างเนื้อกับกระดูก ข้าปิดปากตัวเองก่อนไออย่างรุนแรง รสชาติของสนิมซึมเข้ามาในปากข้า
เซี่ยเฉิน ไอ้เจ้าสารเลวเลือดเย็น รอให้ข้าได้ไปจัดการเจ้าก่อนเถอะ
จู่ๆมือข้างหนึ่งก็วางลงบนแผ่นหลังข้าและตบเบาๆ แล้วผ้าเช็ดหน้าก็ถูกยื่นมาเบื้องหน้าข้า ข้าเงยหน้าขึ้นและเห็นประกายตายินดีเจือจางในดวงตาของมู่หรงยู่
ข้าเริ่มครุ่นคิดขณะเช็ดปากตัวเอง บางทีบาดแผลข้าอาจรุนแรงมาก รุนแรงเสียจนข้าเห็นภาพหลอน มู่หรงยู่ดีใจที่เห็นคนตายแหล่ไม่ตายแหล่คนหนึ่งงั้นหรือ
“ขอบใจ”
เขานั่งลงอีกครั้ง ข้าถอนใจด้วยความโล่งอก รู้สึกหนาวขึ้นมาข้าจึงกระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้น
“รอบนี้มีผู้บาดเจ็บเท่าไร” ข้าถาม
เขาปรายตามองมาที่ข้า “ไม่มากเท่าไร เกือบครึ่งของทัพรุ่ยถอยกลับไปที่เนินทักษิณส่วนที่เหลือยอมแพ้ทันทีที่เราไปถึง”
เงามืดฉายขึ้นในดวงตาเขา “แต่เจ้าไม่มีอะไรดีเซี่ยเฉินนั่นโลภอยากเลียขาทั้งสองฝ่าย ข้าทนรำคาญไม่ไหวจึงจัดการเจ้านั่นไปแล้ว”
“อะไร-!”
การตะโกนไม่เพียงดึงพลังงานข้าไปหมดแต่ยังกระเทือนไปถึงบาดแผลที่อกของข้าด้วย ข้ารู้สึกถึงของเหลวอุ่นไหลออกมาอีกครั้ง เจ็บเกินกว่าที่จะพูดอะไร ข้าทำได้แค่จ้องเขาขณะหอบหายใจ
เขาเลิกคิ้วขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความดูถูก “คนน่ารังเกียจตีสองหน้าแบบเจ้านั่นน่าขยะแขยงที่สุดแล้ว จะเป็นหรือตายก็ไม่ต่างอะไร”
ข้ามองเขาเงียบๆอย่างพูดไม่ถูก
ข้าคงโกหกถ้าจะให้บอกว่าข้าไม่ได้โกรธที่เซี่ยเฉินทำร้ายข้าหนักขนาดนี้ แต่พอมาได้ยินว่าเขาตายแล้วข้าก็รู้สึกเศร้าหน่อยๆ แต่ข้าเชื่อว่าจะมีคนที่เสียใจยิ่งกว่าข้า เพราะนี่หมายความว่าสายเลือดของเซี่ยหยุ่นถึงจุดจบแล้ว
กระโหลกข้าราวกับปริออกจากอาการปวดหัวนี่ ข้าตบหน้าผากแล้วถอนใจเฮือกใหญ่
รู้ตัวว่าสภาพข้าตอนนี้ต้องน่าสมเพชมากแน่ๆ ข้าหันไปหาเขาแล้วบอกว่า “นี่ ตอนนี้ก็ดึกและข้าอยากจะนอนแล้ว เจ้าช่วยออกไปได้ไหม”
คิ้วเขาขมวดขึ้นก่อนข้าจะพูดจบเสียอีก “เจ้าตอบแทนผู้มีพระคุณโดยการไล่ออกจากห้องงั้นหรือ”
ข้ากะพริบตาอย่างไร้เดียงสาและกระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้น “ช่างเป็นเรื่องน่าบังเอิญอะไรเช่นนี้! องค์ชายเสด็จไปในคุกและช่วยเหลือทหารฝ่ายตรงข้ามด้วยพระองค์เอง”
“นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า และเจ้าปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าเข้าไปในคุกและเจอเจ้ากำลังจะตาย ใช่ไหม”
ข้าพยักหน้าอย่างลังเล
“แต่ข้าว่าเจ้าได้รับรู้แล้วล่ะว่าการเป็นข้ารับใช้ผู้ภักดิ์ดีนั้นรู้สึกอย่างไร รองแม่ทัพฮั่น” เขาเยาะเย้ยและข้าสังเกตเห็นความพึงพอใจในดวงตาเขา “เจ้ายอมตายดีกว่าทรยศแคว้นของตน แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากอุปสรรคและความยากเข็ญที่เจ้าเผชิญมาเพื่อกลับถึงรุ่ยเจ้ากลับถูกหาว่าเป็นสายลับและเกือบถูกคนแคว้นเดียวกันฆ่า! ชิ ชิ ข้าไม่รู้เลยว่าควรจะชื่นชมหรือสงสารเจ้าดี”
“มู่หรงยู่!” ข้าลุกขึ้นนั่ง โกรธเสียจนไม่สนใจว่าแผลข้าจะฉีกขาด “ลูกผู้ชายเขาพูดประชดประชันกันงั้นหรือ ข้าไม่เคยขอให้เจ้าช่วยสักหน่อย!”
“แต่เจ้าปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าติดหนี้บุญคุณข้า” ข้าหัวเราะเยาะขณะมองมาที่ข้า
ข้าจ้องหน้าเขาแต่ไม่สามารถหาอะไรมาโต้แย้งได้
“แล้วตอนนี้เจ้าจะทำอย่างไรล่ะ” เขาพูดต่ออย่างสบายอารมณ์ราวกับเรากำลังถกกันเรื่องสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้อยู่ “แคว้นที่เจ้าภักดิ์ดีด้วยละทิ้งพื้นที่ที่พวกเขาป้องกันมาเป็นทศวรรษ วิ่งหนีหางจุกตูด ทิ้งทหารของพวกเขาเองเอาไว้ เฮ่อ… ช่างน่าสมเพชสิ้นดี”
คำพูดเขาบาดหูข้า
เขาส่ายศีรษะแต่มุมปากเขายกขึ้นอย่างชั่วช้า “แม้แต่เจ้า หนึ่งในเชื้อพระวงศ์ หลานชายขององค์ไทเฮา ยังถูกทิ้ง น่าสงสาร ช่างน่าสงสารเหลือ-“
ความโกรธปะทุขึ้นมาทันทีที่เขาจี้แผลเป็นของข้า ข้าคว้าหมอนด้านข้างและปาใส่เขา
“อย่าคิดว่าแค่เพราะเจ้าช่วยชีวิตข้าไว้เจ้าจะดู-”
เขาคว้าหมอนกลางอากาศและฉีกยิ้มยียวนใส่ข้า “ฮั่นซิ่น ข้าเคยคิดว่ามีเพียงหน้าตาเจ้าเท่านั้นที่เหมือนผู้หญิง ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจ้ามีนิสัยเหมือนหญิงสาวด้วยเช่นกัน หันมาใช้วิธีแบบนี้เวลาที่เจ้าหงุดหงิด”
“เจ้า!”
ข้าปาถ้วยใส่เขา มันลอยไปดั่งลูกศรแต่เขาก้าวหลบทัน มันเฉียดไหล่เขาไปแล้วแตกบนพื้นด้วยเสียงดัง ‘เคร้ง’ ฉับพลัน ข้าได้ยินเสียงตะโกนดังจากอีกฟากของประตู
“องค์ชาย!”
“ทรงปลอดภัยดีหรือไม่พะยะค่ะ องค์ชาย”
“องค์ชาย ให้พวกเราเข้าไปดีหรือไม่พะยะค่ะ”
“ข้าสบายดี ประจำตำแหน่งไว้ ห้ามใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต!” เขาหันไปตอบ จากนั้นก็หันกลับมาพร้อมรอยยิ้มของเขาและโยนหมอนกลับมาให้ข้า “สนใจดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะ เพราะสภาพเจ้าในตอนนี้ถึงอยากหนีก็คงทำไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น”
ข้าพึมพำผ่านกรามที่บดแน่น “ข้าจะหนีแหงอยู่แล้ว ไอ้โง่”
เขาเพิ่งลุกขึ้นแต่หันมามองข้าอย่างรวดเร็วและจ้องข้าอย่างข่มขู่ “พูดใหม่อีกทีซิ”
ข้าไม่ยอมถอนคำพูดจากสายตาเขาหรือแสดงความกลัวให้เห็นแม้จะเจ็บแทบตายก็ตาม สักพักเขาฉีกยิ้มแล้วโน้มตัวมาใกล้ขึ้น
“ข้าว่าข้าควรบอกให้เจ้ารู้ไว้ว่าเดิมทีข้าสนใจในความดื้อแพ่งของเจ้าพอตัวเลยล่ะ ข้าถึงขั้นไปสืบค้นมาเลยนะว่าการลงทันฑ์แบบไหนถึงจะรุนแรงยิ่งกว่าที่เจ้าเคยผ่านมา ข้าผิดหวังเล็กน้อยที่จู่ๆเจ้าก็หนีไปแต่ตอนนี้ไหนๆเจ้าก็กลับมาอยู่ในกำมือข้าอีกครั้ง ข้าว่าเจ้าคงจะชอบ…”
แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างทำให้พื้นดูเหมือนแผ่นน้ำแข็ง  ในทางกลับกันแสงเทียนดูมืดสลัวกว่ามาก ไอหนาวแล่นผ่านสันหลังข้าขณะจ้องมองสีหน้าน่าสะพรึงกลัวของเขา
“เจ้า…” แมวขโมยลิ้นข้าไปและไม่ยอมคืนมันมา
เขาหัวเราะอย่างสง่างามด้วยท่าทางสูงศักดิ์เพียงพอที่จะหลอกล่อหญิงสาวตื้นเขินไร้เดียงสาจำนวนมาก เขาคงสามารถทำให้ผู้หญิงเป็นร้อยหรือเป็นพันมาขอความรักจากเขาได้ถ้าเขาต้องการ
ข้าสงสัยว่าเขาแต่งงานแล้วหรือยัง
เพราะตอนนี้ข้าเป็นห่วงผู้หญิงคนนั้นมากๆเลยล่ะ
“ว่าอย่างไร ฮั่นซิ่น”
เสียงเขาดังขึ้นมาข้างหูข้าทำให้ข้าสะดุ้ง จนข้ารวบรวมสติได้ถึงตระหนักขึ้นมาว่าใบหน้าเขาอยู่เบื้องหน้าข้านี่เอง ข้ารีบถอยตัวเองกลับแต่เขากลับเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้น
เขาคว้าคางข้าอย่างรุนแรง “เจ้าน่าสนใจดีจริงๆนะ ว่าไหม”
ลมร้อนที่ตกกระทบหน้าทำให้ข้ารู้สึกอึดอัด แต่เขาคว้าตัวข้าไว้แน่นข้าจึงเบือนหน้าหนีและโบกมือไปมา “ถ้าเจ้าอยากทรมานข้าก็เอาเลย ตามสบายเลย แต่อย่างน้อยรอให้ข้าหายดีก่อนนะ ตอนนี้ช่วยออกจากห้องไปเถอะ”
เขาหัวเราะราวกับได้ยินเรื่องตลก
แรงบีบคั้นบนลำคอข้าหายไป ข้าหอบหายใจไปพร้อมจ้องไปยังผู้ที่ทำให้ข้าเกือบขาดอากาศหายใจตายอย่างโกรธแค้น
เขาก้าวอย่างช้าๆไปที่ประตู ประกายในตาเขาไหวระริกแต่ไร้คำพูดจากปากเขา เขาจากไปพร้อมรอยยิ้ม

หนังสือเก่าๆที่ยับเยินจากเจ้าของเดิมจำนวนมากกองอยู่เบื้องหน้าข้า ข้านวดตาและเอนหลังพิงหมอน ถอนหายใจอีกหลายครั้งขณะหลับตา นอกจากการนอนอ่านหนังสือบนเตียง ข้าไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยนอกจากกิน นอน ดื่ม และใส่ยาในสองสามวันมานี้ ก็นะ วันๆถ้าข้าไม่อ่านหนังสือก็จะนอนหลับ
มู่หรงยู่ทำตัวดีใช้ได้ หาหนังสือหลายเล่มมาให้ข้าคลายเบื่อ แต่พอข้าคิดถึงการทรมานที่ข้าจะได้รับหลังจากหายดีแล้ว ข้าก็ไม่สามารถซาบซึ้งในความเมตตาของเขาได้
เฮ่อ…
เฮ่อ…
ข้ากวาดตามองห้องที่เงียบสนิทอย่างเหม่อลอยก่อนจะคว้าผ้าห่มแล้วฝังตัวเองในความอบอุ่น
แสงอาทิตย์ส่องสว่างอยู่เบื้องนอก ฉายผ่านหน้าต่างแกะสลักและก่อให้เกิดจุดหลายจุดบนพื้น ทำให้ห้องนี้ดูโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น
ความคิดข้าเริ่มล่องลอยและข้าคิดว่า ถ้าเจ้านั่นอยู่ที่นี่ อย่างน้อยข้าคงมีคนให้ทะเลาะด้วย ข้าหมายถึงอย่างไรมันก็ดีกว่านอนนิ่งๆอยู่บนเตียงคนเดียวโดยไม่มีอะไรให้ทำ
อย่างน้อยมันก็สนุกดี
อกข้าเริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง แผลที่เซี่ยเฉินทำไว้ลึกพอสมควร หมอบอกว่าถ้ามันลึกกว่านี้อีกเสี้ยวเดียวและเอียงขึ้นไปด้านขวาอีกนิด แม้แต่ฮัวโต๋กลับชาติมาเกิดก็ช่วยข้าไว้ไม่ได้ (ฮัวโต๋เป็นหมอเทวดาในเรื่องสามก๊กค่ะ)
แน่นอน ในตอนนี้ที่ข้านอนซุกในผ้าห่มอย่างอบอุ่น ข้ายอมรับอย่างขมขื่นว่าเซี่ยเฉินคงแทงได้แม่นยำกว่านี้ถ้ามู่หรงยู่ไม่ได้บุกมาพร้อมทหารในเวลานั้นและทำให้เซี่ยเฉินตื่นตระหนก
ข้าถอนใจอีกครั้ง พลิกหน้าหนังสือเบื้องหน้า และห่อตัวเองอย่างแน่นหนาในผ้าห่ม
เพ้อเจ้อมากเกินพอแล้ว ข้าจะเสียพลังงานไปกับการคิดเรื่องไร้สาระไปทำไม สิ่งสำคัญในตอนนี้คือฟื้นตัวและหาโอกาสหลบหนี ส่วนที่ๆข้าจะไปนั้น…
เอาล่ะ ข้ายังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เมืองหลวงและข้าก็อยู่แถวนี้ไม่ได้เช่นกัน มู่หรงยู่-
ทันทีที่ข้าคิดถึงเขาริมฝีปากข้าก็เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ข้าดวงซวยมาตั้งแต่ได้พบเขา ข้าได้ไปเหยียบนรกแล้วก็กลับมา หลายรอบด้วย! เป็นไปได้หรือไม่ว่าราศีเราไม่ถูกโฉลกกัน
จู่ๆประตูที่ถูกแง้มไว้ก็ถูกผลักให้เปิด ข้าได้ยินเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง ข้ารู้ดีว่าเป็นใครจึงชี้ไปที่โต๊ะ “วางไว้ก่อน เดี๋ยวข้าจะกินทีหลัง ขอบใจ”
ข้าพูดยังไม่ทันจบดีผ้าห่มข้าก็ถูกกระชากไป ลมหนาวกระทบจนข้าตัวสั่น ข้ายื่นมือไปและคว้าผ้าห่มกลับมา “ข้าป่วยอยู่นะ! จะทรมานข้าก็รอให้ข้าหายก่อนสิ!”
ตามคาด เสียงของมู่หรงยู่ดังจากด้านบน “เจ้าดูแข็งแรงดีใช้ได้เลยนะสำหรับคนป่วย”
ข้ากลอกตาใส่และเมินเขาโดยพลิกตัวหนี เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวันจนข้าเบื่อที่จะเปลืองคำพูดไปกับเขา
คาดไม่ถึง เขานั่งลงที่ขอบเตียงและเหวี่ยงผ้าห่มข้าไปอีกฟากของเตียง “ได้เวลาทายาแล้ว”
จากนั้นเขาก็เริ่มถอดเสื้อผ้าข้าออก ข้าสะดุ้งและดิ้นเล็กน้อยจนเกือบตกจากเตียงก่อนเขาจะดึงข้ากลับและบังคับให้ข้าอยู่นิ่งๆ
ข้าเริ่มพูดประโยคต่อต้านเป็นครั้งสุดท้ายในตอนที่เขาบิดฝาขวดยา “ไม่เอาน่า… ต้องทำเรื่องแบบร้ทุกวันเลยเรอะ! เจ้าไม่รู้สึกว่ามันยุ่งยากหรือไง”
ข้าจับอารมณ์ในน้ำเสียงของเขาไม่ได้ “เจ้าไม่รู้สึกว่ามันยุ่งยากที่จะขัดขืนทุกวัน แล้วก็ต้องยอมอยู่ดีทุกวันงั้นหรือ”
ไม่อยากจะสนใจเขา ข้าผ่อนแรงและฝังหัวตัวเองในหมอน ปล่อยให้เขาทายาให้ แผลจากการถูกแส้หวดยังไม่หายดีดังนั้นทุกครั้งที่ถูกยามันทรมานพอๆกับตอนได้แผลมา ข้าหายใจอย่างลำบากเพราะความเจ็บปวดและไม่ว่าจะขยับตรงไหนก็ทรมานไปหมด
“นี่… เจ้าช่วย… เบามือหน่อยได้ไหม… ข้าหมายถึง… เจ้ารู้วิธีทายานี่จริงๆหรือ”
“นี่ มันเป็นครั้งแรกของข้านะ ทนๆไปเถอะ” เขาเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ขณะปัดผมชุ่มเหงื่อบนหน้าผากข้า
พ่อ-เจ้า-สิ เก็บมือของเจ้า ซึ่งควรจะใช้ทายา ไว้กับตัวเองเถอะ!
แต่ข้าก็ทนจนเสร็จถึงจะบ่นไปเสียมากมาย สาบานได้ ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาเป็นคนทายาให้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้น ข้าอาจจะได้ตายด้วยน้ำมือเขาและไม่ใช่จากไอ้สารเลวเซี่ยเฉินนั่น
เขาทำความสะอาดยาส่วนข้าก็ใส่เสื้อผ้าพลางลุกขึ้นนั่ง เขานั่งลงบนโต๊ะเงียบๆ หยิบถ้วยชามาและเทชาลงไป วันนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดเกราะ เพียงสวมชุดยาวสีอ่อนเท่านั้น ผมเขาผูกขึ้นบางส่วน สีหน้าเขาผ่อนคลาย ราวกับเขามาที่นี่เพื่อปีนเขาไม่ใช่สู้รบ
เว้นเสียแต่ดาบสีดำที่เขาคล้องไว้ที่เอวน่ะนะ
เขาคว้าถ้วยขึ้นมาและกวาดตามองข้าเหมือนกับเขากำลังครุ่นคิดและค้นหาบางอย่างไปพร้อมกัน
“ฮั่นซิ่น เจ้ารู้หรือไม่ว่าเราจับตัวเชลยได้กี่คน” เขาดื่มชาบางส่วนและยิ้มอย่างผ่อนคลาย
ข้ากลอกตาใส่เขาและตอบเขาอย่างเคียดแค้น “โอ้ องค์รัชทายาท กระหม่อมคิดว่าท่านควรเอาเวลาไปหาผู้หญิงในค่ายแทนที่จะมาชวนคนป่วยทะเลาะนะพะยะค่ะ ท่านน่าจะใช้โอกาสระหว่างที่กำลังพักอยู่นี้บันเทิงตนเองให้เต็มที่พะยะค่ะ”
ถ้าข้าเป็นเขาข้าคงเลือกจะโอบกอดหญิงสาวบอบบางมากกว่ามาทายาให้ใครสักคน
เขายังคงยิ้มต่อไปราวกับไม่ได้ยินที่ข้าพูด สักพักเขาถึงเอ่ยขึ้นมาว่า “แน่นอนว่าข้าจะไปหาพวกนางแต่ยังไม่ถึงเวลานั้น เขากล่าวกันว่าเจียงหนานในแคว้นรุ่ยมีลมที่อ่อนโยน ดอกบ๊วยสีแดงสด และต้นหลิวสีเขียวขจี”
เงยหน้าขึ้นมา เขาขานกลอน
‘ดินแดนงดงามในทิศอาคเนย์
ใจกลางแห่งอู๋
ดอกไม้บานที่หังโจวเสมอ
ต้นหลิวกลางสายหมอกและสะพานอันงดงาม
ม่านหยกสั่นไหวตามสายลม
บ้านเรือนกระจายทุกทิศทาง
ผืนป่าคดเคี้ยวเคียงหาดทราย
คลื่นซัดสาดเป็นกลุ่มฟอง
แม่น้ำเฉียนถังโอบล้อมเมือง
ไข่มุกและอัญมณีเรียงรายในตลาด
ผู้คนสวมใส่ผ้าไหมสีสด
เร่งรีบไปยังลานแสดง
มองทิวเขางดงามจากทะเลสาบทักษิณ
ยามเข้าฤดูใบไม้ผลิชมดอกหอมหมื่นลี้
และสระบัวกว้างไกลสิบหลี่
เสียงขลุ่ยแว่ววันฟ้าแจ่มใส
บทเพลงมากมายเติมเต็มค่ำคืน
ชายแก่หาปลาและเด็กสาวเก็บบัวรื่นเริง
ธงสีงาช้างโบกสะบัดกลางทหารนับพัน
เงี่ยหูฟังเสียงขลุ่ยและกลองเคล้าสุรารสเลิศ
ดื่มด่ำทิวทัศน์สวยงาม ท่วงทำนองในจิตใจ
ข้าจักระบายทิวทัศน์นี้ลงผืนผ้าสักวันหนึ่ง
และนำมันไปแสดงกลางท้องพระโรง’
กระเพาะข้าหดเกร็ง แขนและขาอ่อนตัว แต่ตาเขายังคงเปล่งประกาย “จากที่ข้าฟังมา ผู้หญิงฝั่งใต้แม่น้ำแยงซีล้วนสง่างามและปราวเปรียวดุจดอกไม้เบ่งบาน ทุกคิ้วขมวด ทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงตวาด ทุกการระเบิดอารมณ์ล้วนเต็มไปด้วยรสชาติเผ็ดร้อน ที่แน่ๆก็ดีกว่าหญิงสาวที่เรามีที่นี่นัก และให้ข้าบอกอะไรเจ้าหน่อย ข้าเป็นคนมีความอดทนสูงยิ่ง”
ไม่รอให้เขาพูดจบ ข้าโพล่งออกไป “เจ้าจะไปเนินทักษิณงั้นหรือ”
เขาจิบชาก่อนจะตอบ “ถ้าใช่แล้วอย่างไร จะช้าจะเร็วมันก็ต้องเกิดขึ้น ไม่ต้องตกใจไปหรอก”
เขามองข้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ “ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่คิดจะภักดิ์ดีต่อทั้งๆอย่างนี้ ว่าอย่างไรล่ะ”
สีหน้าเขาผ่อนคลายแต่ดวงตาเขาฉายความมั่นใจ ริมฝีปากข้าเปิดออกแต่ไม่มีคำพูดหลุดออกมา
“ทหารข้ากำลังจัดขบวนรบกันอยู่ เมื่อเวลามาถึง การตีเนินทักษิณ ไม่สิ แม้แต่เมืองหลวงของรุ่ย ก็ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก”
คำพูดเขาทำให้ข้าตะลึงงัน เส้นขนบนคอข้าตั้งชัน ข้ารีบลุกจากเตียงหลังครุ่นคิดชั่วครู่และเซเล็กน้อย ข้าพูดขึ้นหลังทรงตัวได้ “ไม่มีทาง เนินทักษิณถูกสร้างและปกปักษ์ตั้งแต่การก่อร่างแคว้น มันจะไม่แตกเพียงเพราะคำพูดเจ้าหรอก”
เขาชะงักก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะในวินาทีถัดมา เขาวางถ้วยลงและเดินมาหาข้า
ชาวหยางมีลำตัวสูงใหญ่มาไหนต่อไหน ถึงข้าจะนับว่าเป็นคนสูงในชาวรุ่ย ข้าก็ยังเตี้ยกว่ามู่หรงยู่อยู่หนึ่งส่วน แผ่นหลังของเขาปิดบังแสงสว่างทำให้สีหน้าและท่าทางเขาถูกซ่อนในเงามืด ถึงอย่างนั้นร่างกายเขายังคงแผ่รังสีดุดันออกมาราวกับมีน่ำหนักมาถ่วงไหล่ข้า เขาก้าวมาใกล้ขึ้น ไม่ปล่อยโอกาสให้ข้าหลบหนี
เขาพูดขึ้นมา “เมืองอาจจะตายไปแล้วแต่ผู้คนในนั้นยังคงมีชีวิต”
ข้าปรายตาขึ้นเล็กน้อยและเห็นเขาแสยะยิ้มอย่างมีความสุข
ความคิดหลั่งไหลเข้ามาในสมองข้า เขากำลังสื่อว่า… มีสายลับ!
“แล้วก็นะ” เขาเอนตัวมาใกล้ยิ่งขึ้น ริมฝีปากเขาเกือบแตะใบหูข้า “ข้าแนะนำให้เจ้าไม่พยายามจะวิ่งหนี เจ้าคงไม่อยากยั่วโทสะข้าอีกครั้ง การลงทันฑ์จะเกินกว่าที่เจ้าจะรับไหว”
ข้ามองเข้าไปในดวงตาสีดำของเขาและเงียบต่อไป คิ้วเขาเลิกขึ้นและเผยรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้า
__________________________________
ทำไมพี่มู่เราเอสขนาดนี้ สงสารฮั่นซิ่นนน
คงจะเห็นๆกันว่าเราห่วยเรื่องกลอนกับคำราชาศัพท์มากค่ะ จะพยายามปรับปรุงนะคะ
ป.ล. จริงๆชื่อตอนนี้อยากจะตั้งว่า ไม่คิดไม่ฝัน มาก แต่ก็ฮาเกิ๊น555

ทะเลทรายเหมันต์ | บทที่ 4 เป็น-ตาย

บทที่ 4 เป็น-ตาย

“ระวัง!”

เซี่ยเฉินผลักข้าออกด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง ข้าสัมผัสได้ถึงหัวลูกศรที่เฉี่ยวข้างแก้มข้าไป ตาข้าปิดแน่นโดยสัญชาตญาณ พื้นข้างล่างเต็มไปด้วยหินขรุขระ ข้าเสียสมดุลทันที

คลื่นสีขาวซัดผ่านผิวแม่น้ำและบางส่วนก็กระเพื่อมเข้าตาข้า

เดี๋ยวก่อน! ข้าว่ายน้ำไม่เป็น! ช่วย-

ไม่มีเวลาให้ตั้งตัว วินาทีถัดมาข้ากลิ้งลงไปในแม่น้ำ น้ำเย็นเฉียบกรูเข้ามาในปาก จมูก และหูข้า ข้าเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ของสายน้ำ ร่างกายข้าหนาวชาจนข้าคิดอะไรไม่ออก ข้าได้ยินเพียงเสียงตะโกนและเสียงฟองอากาศในปากข้า สิ้นหวัง ข้าหลับตาและปล่อยให้ตัวเองจมลงช้าๆ

ถ้าข้ารู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ข้าคงไม่อู้ตอนเรียนว่ายน้ำหรอก

สายตาข้าพร่าลง ร่างกายข้าเบา รอบตัวข้ามีแต่ความมืดและน้ำรายล้อม

 


ข้าลืมตาอย่างทรมาน ขอบคุณสวรรค์ที่แสงไม่จ้าเกินไป

มือคู่หนึ่งกำลังเช็ดหน้าผากให้ข้าอย่างอ่อนโยน ข้าพยายามส่งเสียงและมือคู่นั้นก็หยุดลงและช่วยพยุงข้านั่ง

เบื้องหน้าคือเด็กสาวหน้าตาเกลี้ยงเกลาอายุประมาณ 15 ปี นางยื่นถ้วยน้ำให้ข้าด้วยรอยยิ้มใจดี เหมาะเจาะกับคอที่แห้งผากของข้า ข้ารับมาและรู้สึกดีขึ้นมากหลังจากดื่มลงในอึกเดียว

ข้ายืดตัวนั่งให้ตรงขึ้นและสำรวจรอบข้าง ข้านอนอยู่ในกระโจมหนังสัตว์ และจนสัมผัสถึงขนสัตว์นุ่มๆเบื้องล่างข้าถึงเชื่อว่านี่เป็นความจริง ข้าหยิกแขนกับใบหน้าตัวเองและเกาขา อดถอนใจด้วยความโล่งอกไม่ได้

ข้ายังไม่ตาย ข้ายังมีชีวิตอยู่

หันมองไปรอบๆ ข้าเห็นเด็กสาวส่งยิ้มที่สดใสกว่าดวงอาทิตย์ให้

“เจ้า… ช่วยข้าไว้เหรอ”

เมื่อข้าพูด ข้าถึงรู้ว่าเสียงข้าแหบจนแทบไม่ได้ยินที่ตัวเองพูด

เด็กสาวพยักหน้าและยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้นเธอดึงผ้าห่มขึ้น ทำท่าทางให้ข้านอนลงไปใหม่ ข้ารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยและปฏิเสธ เสียงทุ้มดังขึ้นจากนอกประตูขณะเรากำลังเถียงกัน

“พ่อหนุ่มคนนั้นตื่นรึยัง”

เด็กสาวลุกขึ้นยืนแล้วเลิกม่านขึ้น คนๆหนึ่งก้าวเข้ามา หลังคดงอ หลังจากนั้นข้าถึงเพิ่งเห็นเขาชัดๆ ชายตัวสูง บึกบึน ไว้เครา อายุราว 50 ปีก้าวเข้ามาและยิ้มอย่างใจดีให้ข้า ทั้งเขาและเด็กสาวใส่ชุดชาวหยาง แต่พวกเขาดูเหมือนชาวแคว้นรุ่ยในสายตาข้า

“ดีแล้วที่ท่านตื่นขึ้นมา ” เขากล่าวขณะนั่งลง  “สายน้ำที่ผาน้ำอาจดูแคบ แต่มันลึกกว่าที่ท่านคิด ”

ความทรงจำของคืนนั้นถาโถมเข้ามา

“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้” ข้าเอ่ย ก้มหัวลงอย่างนอบน้อม

ชายคนนั้นชะงักก่อนหัวเราะออกมา  “จากสำเนียงเจ้าแล้ว เจ้าไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม ”

ข้าพยักหน้าและสังเกตปฏิกิริยาพวกเขา

“พวกเราก็เช่นกัน จริงๆแล้ว พวกเราเพิ่งอพยพมาแถวนี้เร็วๆนี้เอง” เขาพูดต่อ “ขออภัยที่ละลาบละล้วง เจ้าดูเหมือนเป็นคนเมือง ทำไมเจ้าถึงมาถึงที่นี่ได้”

ข้าหายใจเข้าลึกๆขณะครุ่นคิด พวกเขาดูไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพข้าจึงตอบพวกเขาไป “จริงๆแล้วข้านับได้ว่าเป็นทหารของกองทัพรุ่ย ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหลบหนีหลังถูกกองทัพหยางจับเป็นเชลย จากนั้นข้าตกลงในแม่น้ำตอนที่พวกมันตามมาทันตรงจุดที่แม่น้ำแยกเป็นสองสาย”

เขายืนฟังเงียบๆและไตร่ตรองก่อนตอบว่า “พวกเราเคยอาศัยอยู่แนวชายแดน ใครจะรู้ว่าพอทัพหยางบุกมาที่นั่นจะถูกกองทัพทิ้งเสียนี่ ข้าและลูกสาวจึงหลบหนีมาพร้อมผู้อพยพคนอื่นและใช้ชีวิตเร่ร่อนที่นี่”

เขาดูเหมือนตกอยู่ในความเจ็บปวดและเงียบไป เด็กสาวรีบตบหลังเขาเบาๆด้วยดวงตาคลอน้ำ

“เลือดชะล้างถนน ศพเกลื่อนกลาดไปทุกที่ แม่ผู้โชคร้ายถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาเธอ หลังจากนั้นเธอก็ไม่พูดอีกเลย” เขากล่าวอย่างโศกเศร้า “เฮ่อ โลกนี้มันช่างโหดร้าย”

รู้สึกผิด ข้าหรุบตาลงเช่นกัน

ข้ารู้ดีว่าสถานการณ์ของกองทัพรุ่ยมัน อะแฮ่ม ไม่ค่อยดีนัก แต่ถึงอย่างนั้น ข้าที่อยู่ในเมืองหลวงมาโดยตลอดไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตที่ชายแดนจะเป็นแบบนี้ แม้แต่ในสนามรบยังไม่เลวร้ายเท่านี้เลย

“ข้าคิดว่า วันนี้เราคุยกันมากพอแล้วล่ะ” เขาเอ่ย เช็ดดวงตาตัวเอง จากนั้นเขาหันไปและบอกเด็กสาวว่า “ไปเอาข้าวต้มมาให้พ่อหนุ่มกิน”

ข้าฉุกคิดถึงคนอื่นๆขึ้นมา

“คุณลุง ท่านพอรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้กองทัพแคว้นรุ่ยประจำอยู่ที่ไหน”

เขาส่ายหัว

“พ่อหนุ่ม อย่าเข้าใจข้าผิดนะ แต่ว่าเจ้าจะไปสนใจทำไม ขนาดนี้แล้วไม่มีทางที่รุ่ยจะเอาชนะกองทัพหยางได้เลย” เขาถอนหายใจ “ฟังนะ เจ้ายังหนุ่มและยังมีชีวิตทั้งชีวิตรออยู่ จงวิ่งในตอนที่เจ้ายังทำได้ พ่อหนุ่ม เพราะหลังจากนี้ที่นี่คงไม่ปลอดภัยเช่นกัน”

ข้ารู้สึกว่ามีอะไรมากกว่าที่เขาพูดและถามว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือที่ว่าที่นี่จะไม่ปลอดภัย”

“กองทัพหยางเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้ ข้ากลัวว่าคืนนี้จะเกิดการนองเลือดขึ้น”

ลมหายใจข้าหยุดชะงัก หัวใจข้าเต้นระส่ำระส่าย

‘ปราการผาน้ำจะแตกพ่าย อย่างช้าสุดก็คืนพรุ่งนี้’

ข้าแทบจะได้ยินคำพูดของมู่หรงยู่ดังขึ้นมา ข้ารีบเหลือบมองไปข้างนอกเพียงเพื่อจะได้เห็นดวงอาทิตย์สีแดงจมไปทางตะวันตกอย่างช้าๆ เกือบจะหายไปจากเส้นขอบฟ้ายามเย็น กระเพาะข้าหดตัว ข้าพลิกตัวลงจากเตียง บาดแผลที่หลังเริ่มประท้วงทันที ข้าอดร้องด้วยความเจ็บปวดไม่ได้ คุณลุงกับเด็กสาวรีบเข้ามาช่วยพยุงข้า

“เจ้าทำอะไรในสภาพนี้ไม่ได้หรอกนะ พ่อหนุ่ม” เขาเอ่ยขณะบังคับให้ข้านอนลงไป

“เจ้าไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนั้นแล้วล่ะ” เขากล่าวต่อเพื่อปลอบใจข้า “เหมือนที่เขากล่าวกันว่า ยอมเป็นหมาในยุคที่สงบสุขดีกว่าเป็นคนในยุคสงคราม ในช่วงเวลาที่วุ่นวายเช่นนี้ พวกเราได้แต่หวังว่าจะมีชีวิตต่อไปได้ ถึงเจ้าจะอยากกลับไปแต่พวกเขาอาจจะคิดว่าเจ้าตายไปแล้วก็ได้”

การลุกขึ้นเมื่อครู่ใช้พลังงานไปเยอะและทำให้ข้าได้แต่นอนพะงาบอยู่บนเตียง

จู่ๆ ความสงบก็กลับมา มีเพียงเสียงลมหายใจของข้าดังก้องเท่านั้น ข้ามองดวงตะวันแดงหายไปช้าๆอย่างเงียบๆ เหลือทิ้งไว้เพียงแสงสุดท้ายอันสวยงามกลางผืนผ้าใบสีมืด ก้อนเมฆถูกย้อมด้วยสีม่วงและแดงตัดกับต้นไม้สีเขียวและทรายสีเหลือง เกิดเป็นภาพชายแดนอันงดงาม

ข้าเริ่มคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ ไม่เพียงแค่ข้าผ่านการกักขัง การทรมาน การแหกคุก และการจมน้ำ ทั้งหมดนี้ที่ข้าห่างเส้นตายไม่เกินความกว้างของผมหนึ่งเส้น ข้ายังได้ข้องเกี่ยวกับคนน่าเหลือเชื่ออย่างมู่หรงยู่อีกด้วย ช่างดวงซวยเสียจริง!

ผาน้ำแตกไปแล้วหรือยังนะ

จากความเชื่อมั่นและความมั่นใจที่เขามีในตอนนั้น โอกาสคือ เป็นไปได้สูงว่า… ข้าไม่อยากคิดเสียด้วยซ้ำ

คำพูดของผู้ช่วยชีวิตดังก้องอยู่ในหู เขาพูดถูก ข้าต้องกลับไปด้วยหรือ

สำหรับแคว้นรุ่ย ข้าทำและให้ทุกอย่างเท่าที่ข้าทำได้ไปแล้ว ถึงจะไม่มาก แต่ข้าก็ไม่ได้ทรยศแคว้นนี้ ไม่มีใครที่นั่นห่วงใยข้า สายเลือดนี้ไม่มีค่าเพียงเศษเงินในสายตาของคนที่เรียกตัวเองว่าสมาชิกครอบครัวของข้า

ข้าปิดตาแน่นและกำผ้าห่มไว้

บางทีอะไรๆอาจดีขึ้นถ้าข้าจากไปอย่างนี้

สำหรับสภาแคว้นรุ่ย ข้าสละชีพตัวเองเพื่อชาติ สำหรับองค์ไทเฮากับท่านลุง ข้าตายในสงคราม สำหรับมู่หรงยู่ ข้ากลับไปแคว้นรุ่ยและจะไม่ปรากฎในความคิดเขาอีก ยิงนกสามตัวในนัดเดียว ดีทั้งกับข้าและคนอื่น

ข้าสูดหายใจเข้าลึกๆและตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ข้าจะจากไปทันที

หรือจะบอกว่าข้าหนีทัพก็ได้ แล้วแต่จะเรียกเลย

ด้วยพื้นฐานร่างกายของข้า ข้าไปไหนมาไหนได้แล้วตอนตะวันตกดิน ข้ายืนยันที่จะจากไป ไม่อยากเสียเวลาในคืนนี้ไปมากกว่าที่ควร คุณลุงซึ่งไม่สามารถล้มล้างความตั้งใจข้าได้พาข้ามาส่งที่ท่าเรือพร้อมกับลูกสาว

ท่าเรือยังคงวุ่นวายและสว่างไสวไปด้วยแสงไฟแม้ในเวลานี้ เรือทุกขนาดเทียบท่าเรียงรายเต็มไปหมด ทหารติดอาวุธของแคว้นรุ่ยซึ่งดูได้จากเกราะของพวกเขายังเดินขวักไขว่ไปมาอีกด้วย เป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศที่มีการขนส่งทางน้ำที่ก้าวหน้าที่จะเพิ่มการตรวจตราในเวลาแบบนี้

ระหว่างทางข้าได้วางแผนไว้แล้ว หลีกเลี่ยงเมืองหลวงให้มากที่สุดและเดินทางทางน้ำไปทางใต้ เมื่อข้าไปถึงที่นั่นชีวิตจะดำเนินไปตามที่ใจข้าต้องการ

เพียงแค่คิดถึงชีวิตในอนาคตอันใกล้นี้ข้าก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว ฮิฮิ

เมื่อข้าขึ้นเรือข้ายืนพิงกราบเรือฝั่งหนึ่งทำเป็นเหม่อลอย ข้าเลิกหมวกสานของข้าขึ้นเล็กน้อยแล้วสำรวจผู้โดยสารคนอื่น พวกเขาดูเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่เมื่อดูอีกที ข้าสังเกตเห็นทหารสองสามคนแฝงตัวมา ใครเป็นเป็นทหารนั้นดูได้ง่ายๆจากท่ายืนและการวางตัวของเขา

ข้าถอนใจเบาๆและดึงหมวกให้แน่นขึ้น ดูท่าข้าจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

อยู่ดีๆก็มีคนตะโกนขึ้นมาจากฝั่งว่า “หลบไป! ให้พวกข้าขึ้นไปตรวจ!”

ท้องข้าบิดแน่น ข้ามองขึ้นไปแล้วเห็นทหารแคว้นรุ่ยสองสามคนเดินขึ้นมาบนเรือ

ทำไมข้าถึงซวยได้ขนาดนี้

ฝ่ามือข้าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ข้ากัดฟันอย่างท้อแท้ ข้าอาจจะมีโอกาสหลบหนีได้ถ้าข้าอยู่บนบก แต่ตอนนี้ที่ข้าอยู่บนน้ำแล้วไม่มีทางหนีได้เลย ต่อให้ข้าจะมีปีกก็ตาม

ข้ายืนเงียบๆใกล้หัวเรือ หลังจากตรวจคนอื่นแล้ว ทหารก็เดินเข้ามา

“ขอดูหน้าเจ้าหน่อยซิ”

นายทหารยื่นมือมาดึงหมวกข้าแต่ข้ายกมือขึ้นมากันไว้

“ท่านเจ้าหน้าที่ ข้าต้องขออภัยด้วยแต่โชคร้ายที่ข้าเป็นโรคร้ายแรงเมื่อไม่นานมานี้ ยกเว้นข้าเถอะ”

ทหารลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตวาด “พวกเราได้รับคำสั่งให้ตรวจทุกคนบนเรือ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะติดโรคอะไรหรือไม่ ถึงพ่อเจ้าจะตาย ข้าก็ต้องตรวจโลงศพ!”

ถ้อยคำรุนแรงของเขาไม่เหลือที่ให้โต้แย้ง ข้าห่อริมฝีปาก ทหารบางนายทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลยในสนามรบแต่กลับเชี่ยวชาญเรื่องการรังแกประชาชนผู้บริสุทธิ์

ข้าอยู่ในกองทัพมาสองสามปีแล้ว และเป็นไปได้ว่าข้าจะถูกจับได้จากคำพูดหรือท่าทาง ตระหนักถึงปัญหานี้ ความกลัวปะทุขึ้น ข้าโน้มตัวไปเพื่อเจรจาแต่เขาปัดหมวกข้าออกก่อนที่ข้าจะได้เปิดปากพูด

“ข้าว่าแล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเจ้า ข้าเห็นตั้งแต่ตอนเจ้ามาถึงแล้ว” นายทหารกอดอกด้วยหน้าตาถมึงทึง “ชาวบ้านไม่ทำท่าทางแบบนี้หรอก เจ้าต้องเป็นทหารแน่นอน”

ทหารหลายนายด้านหลังเขารุดมาข้างหน้า ทำให้เรือเขย่า นายทหารคว้าคอเสื้อข้าแล้วเริ่มซักฟอก “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ พูด!”

ทางเลือกมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวข้าพร้อมๆกัน

“นายท่าน ข้าเชื่อว่าหมอนี่เป็นสายลับ” หนึ่งในลูกน้องเขาพูด

นายทหารหยุดแล้วชายตามอง “นั่นสิ เขามาจากชายแดนอีกฝั่งใช่ไหม”

มือข้ากำขึ้นเป็นหมัด ชีพจรเริ่มเต้นเร็วขึ้น

ข้าควรทำอย่างไร ข้าควรทำอย่างไรดี

ทันทีทันใด ไม่ให้ข้าทันตั้งตัว เขามัดมือข้าไว้ด้านหลัง

“เดินไป!” เขาขู่

ข้าเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องเขาอย่างโกรธแค้นขณะพยายามดิ้นให้หลุด แต่เขากลับสับลงข้างคอข้า ข้ารู้สึกชาแล้วเบื้องหน้าก็มืดลง ความเจ็บปะทุขึ้นที่หลังข้า จะเพราะอะไรก็ตาม เรี่ยวแรงข้าหายไปและข้าก็ทรุดลง

 


ข้าหนาวจนแข็ง ท่ามกลางแสงขมุกขมัว น้ำถูกสาดเข้าจมูกข้าและข้าเริ่มไออย่างรุนแรง หลังจากความพยายามหลายครุ้งข้าถึงเปิดตาขึ้นได้

“ยังแกล้งทำเป็นตายอยู่สินะ” ใครบางคนเตะข้าอย่างรุนแรง “ลุกขึ้นมาซะ!”

ข้าขมวดคิ้วจากอากาาปวดหัวและสติที่ล่องลอยแต่ยังคงพยายามลุกขึ้นอยู่ดี ข้าอดโอดครวญไม่ได้เมื่อสังเกตสิ่งรอบข้าง

คุกอีกแล้วแม่เจ้าโว้ย!

หนีเสือปะจระเข้ ข้าคิดว่าโชคร้ายที่สะสมมาจากแปดชาติก่อนกำลังตามมาสะสางข้า อยู่ดีๆข้าก็โดนจับอย่างไม่มีเหตุผลในตอนที่ข้าตัดสินใจจะจากไปเสียที นี่มันตลกร้ายอะไรงั้นหรือ

ข้านวดต้นคอที่ปวดร้าวตามสัญชาตญาณ “ที่นี่ที่ไหนหรือ” ข้าถาม

“เจ้าเป็นสายลับ เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเจ้าอยู่ที่ไหน” ผู้คุมเดินมาหยุดตรงหน้าข้า “เจ้าสารภาพมาตั้งแต่ตอนนี้เสียดีกว่า”

ข้าเหลือบตามองอย่างรวดเร็ว ทหารตรงหน้าอยู่ในเกราะของแคว้นรุ่ยจริงด้วย “ดูด้วยว่าเจ้าเรียกใครว่าสายลับ! ข้าคือรองแม่ทัพในบัญชาของท่านแม่ทัพโส่ว”

เขาลังเลชั่วครู่ก่อนจะตั้งสติได้ “รองแม่ทัพของท่านแม่ทัพโส่วก็ควรจะอยู่กับแม่ทัพโส่วสิ อย่าพยายามมาหลอกข้า!”

“ข้าโดนจับมาก่อนนะให้ตายเถอะ แล้วเพิ่งหนีออกมาได้เนี่ย!”

เขาดูตื่นตกใจ

ข้าถลึงตามองเขาและค่อยๆพูดแต่ละคำออกมา “ฟังให้ดีนะ ข้าถูกพวกหยางจับเป็นตัวประกันและกำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่ แต่ข้าต้องการพบท่านแม่ทัพ ให้เขาตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรกับข้า เข้าใจไหม”

สีหน้าเขาเปลี่ยนทันทีและเส้นเลือดก็เริ่มปูดขึ้นมาที่หน้าผากเขา เขาก้มหัวลง กำแส้ไว้แล้วครุ่นคิดชั่วครู่ จากนั้นเขาก็ขังข้าไว้ในคุกแล้วจากไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

ทั้งเหนื่อยและหนาว ข้าล้มลงไปนอนกับพื้น ถอนหายใจ

ไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่าทหารจะอยู่ข้างเดียวกับเราอยู่ไหมเมื่อเขาเคยโดนจับไปแล้ว ช้าเพียงอยากถ่วงเวลาไว้ด้วยการขอพบแม่มัพเท่านั้น ไม่ต้องหวังว่าจะได้รับความเมตตาจากท่านแม่ทัพถ้าเขารู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเจ้า เขาจะไม่ทำเพื่อเอาใจท่านลุงด้วยเช่นกัน

ข้าเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องมองกำแพงที่ลายพร้อยตรงหน้าข้า ความรู้สึกหนักอึ้งแผ่ขึ้นมาจากเบื้องลึกในติตใจ มันเป็นความรู้สึกคลุมเครือที่ข้าไม่อากจะยอมรับมัน

หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก เมื่อเปลวไฟบนกำแพงเกือบหมดเชื้อเพลิง เงามืดดูราวหลอมรวมกับกำแพง ไม่มีใครมาและไม่มีแม้แต่เสียงฝ่าเท้าหรือคำพูดให้ได้ยิน

ข้าหลับตาลง ขดตัวและฝังหน้าเข้ากับเข่า

หนาว หนาวเหลือเกิน เหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน ข้าเหนื่อยจนไม่สามารถจะพูดหรือหายใจ เหนื่อยจนข้าอยากจะหลับลึกเสียเดี๋ยวนี้

ที่นี่คือแคว้นรุ่ย แต่ข้ากลับไม่สัมผัสถึงความอบอุ่นเลย

ความเงียบสงบแผ่ล้อมรอบตัวข้า ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความมืดไร้ที่สิ้นสุด ราวกับข้ากลับไปรอเวียนว่ายตายเกิดใหม่

“ฮั่นซิ่น”

ตาข้าเปิดขึ้นและข้าก็เห็นร่างๆหนึ่งยืนอยู่นอกประตูคุกท่านกลางความมืดมัว เสียงฟังดูไม่เหมือนท่านแม่ทัพแต่ก็เป็นเสียงที่คุ้นเคย ข้าขยับเข้าไปมองใกล้ๆ เขาคือเซี่ยเฉิน

เขาปลดกลอนประตู แทรกตัวเข้ามาเงียบๆ แล้วหมอบลงข้างๆข้า

ข้าจ้องมองเขาอย่างงุนงง “กลับมาแล้วเหรอ”

ข้าเห็นเขาผงกหัวเบาๆแต่ใบหน้าเขายังคงอยู่ในความมืด ร่างกายเขาขมวดเกร็งและมือขวาเขาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นเล็กน้อย

“โชคดีของเจ้าที่มีพ่อแบบนี้ เจ้ากลับมาได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนข้ากลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสายลับ” ข้าหันไปอีกทางและมองเปลวไฟที่สั่นไหวและเต้นอย่างไร้ชีวิตชีวา ในขณะที่เงาร่างของพวกเราริบหรี่ไปมา

หน้าของเซี่ยเฉินซีดลงขณะที่เขาเงยศีรษขึ้นพ้นเงามืด กล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาบิดเกร็งและดูน่ากลัวพิกลท่ามกลางบรรยากาศมัวหมองของคุก

“สารภาพไปเถอะน่า” ข้าครางออกมาขณะถูฝ่ามือกับหน้าผาก “เจ้าอาจจะไม่มีโอกาสอีกถ้าข้าได้พบท่านแม่ทัพ”

เขาก้มศีรษะลงอีกครั้งเหมือนพยายามอดกลั้นอะไรบางอย่าง ข้าเริ่มหมดความอดทน นี่เขาทำตัวยุ่งยากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

ประกายอันตรายโฉบผ่านดวงตาข้า เขาสะบัดข้อมือแล้วพาดคมมีดเย็นเฉียบไว้บนลำคอข้า “อย่าขยับนะ”

คมมีดเลือดเย็นขวางกั้นระหว่างข้ากับเขาและสกัดคำพูดของพวกเรา โลหะแผ่ไอเย็นมาตามกระดูกสันหลังข้า และประกายของเหงื่อเย็นๆก็ปรากฎบนแผ่นหลังข้า เวลาผ่านไปเรื่อยๆ

“เรื่องมันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก ฮั่นซิ่น ถ้าเจ้าไม่กลับมา” เขาเค้นเสียงผ่านลำคอ

ข้าเข้าใจทันทีและหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน “เซี่ยเฉิน เจ้ากลัวว่าข้าจะไม่รักษาความลับเจ้างั้นเหรอ”

เขายังคงเงียบแต่ข้ารู้คำตอบดีจากดวงตาของเขา

“คืนนั้น หลังจากเจ้าตกลงไปในแม่น้ำ พวกหยางตามเราทันแล้วพวกเราก็คิดว่า ถ้าอย่างไรพวกเราก็ต้องตายทำไมไม่ลองดูสักตั้งล่ะ แล้วพวกเราทั้งหมดก็กระโดดลงไป” เขากดมีดสั้นแรงขึ้น “ข้าคิดว่ามันคงยังไม่ถึงเวลาของพวกเรา เราถูกช่วยไว้โดยทหารตรวจการณ์ของแคว้นรุ่ย”

ข้าจ้องเขาแล้วเยาะเย้ย “ใช่สิ แล้วเจ้าก็คิดว่า ไหนๆข้าก็ตกน้ำไปแล้วและข้าคงไม่รอดหรอก คงไม่มีใครรู้เรื่องที่เจ้าทรยศ ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆข้าก็โผล่ขึ้นมาและนั่นก็ทำให้เจ้ากังวลจะเป็นจะตาย เจ้าเลยคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้านั้นก็จัดการหมอนั่นไปเลยดีกว่า ข้าพูดถูกไหม”

เขาทำหน้าถมึงทึง “เจ้าฉลาดเกินไป ฮั่นซิ่น ฉลาดกว่าที่เจ้าควร”

จู่ๆลมหอบหนึ่งก็พัดเข้ามาและทำให้คบเพลิงกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง ส่องให้ซีกหน้าครึ่งหนึ่งของเขาสว่างขึ้น ฉายให้เห็นประกายสังหารเด่นชัด

ข้าเหลือบตามองและหัวเราะเบาๆ “แล้วข้าก็นั่งนึกอยู่ได้ว่าทำไมแม่ทัพโส่วไม่มาสักที ที่แท้เขาคงไม่รู้เรื่องเลยสินะ”

เขาเผยรอยยิ้มเจ็บปวด “จะเพราะข้าหรือไม่อย่างไรผาน้ำก็จะแตกอยู่ดี แม่ทัพโส่วตัดสินใจทิ้งที่นี่และถอนทัพกลับไปตั้งหลักที่เนินทักษิณซึ่งเป็นป้อมปราการสุดท้ายแล้ว”

เขาเปิดปากอีกครั้งก่อนจะหยุดชะงัก มือที่ถือมีดสั้นสั่นเบาๆ “ข้าไม่อยากฆ่าเจ้าเลย ฮั่นซิ่น เราเป็นคู่หูที่ดี ผ่านเรื่องแย่ๆในเมืองหลวงมาด้วยกัน แต่ตอนนี้… ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก…”

ข้ามองไปที่เขาอย่างหนักแน่น “ถ้าข้าสาบานว่าจะไม่แฉเจ้า เจ้าจะยืนยันให้ข้าไหมว่าข้าไม่ใช่สายลับ”

เขาลังเลก่อนจะส่ายศีรษะ “ไม่ ข้าไม่สามารถเหลือร่องรอยอะไรไว้ได้”

ข้าอดหัวเราะแดกดันไม่ได้ “เจ้าสมกับเป็นเป็นลูกชายของเซี่ยหยุนจริงๆ โหดร้ายและเลือดเย็นไม่ต่างกันเลย”

ความสิ้นหวังเหมือนจะผุดขึ้นในดวงตาของเขาและมือของเขากดคมมีดลงมาแรงขึ้น ข้าสัมผัสได้ถึงของเหลวไหลลงมาตามคอของข้า

จู่ๆตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น “ข้าขอโทษนะ ฮั่นซิ่น!”

“กำแพงแตกแล้ว! กำแพงแตกแล้ว! พวกหยางบุกเข้ามาแล้ว! พวกหยาง-“ เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกดังขึ้นนอกคุก

เซี่ยเฉินออกอาการแตกตื่นทันทีและเหลือบมองออกไป ข้าสบโอกาสผลักมีดสั้นออก ต่อจากนั้นข้าก็รู้สึกว่าลำคอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาหันกลับมาอย่างเร่งรีบและทำสิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้ เขาเงื้อมีดสั้นขึ้นอีกครั้งแล้วแทงลงมาที่ข้า

คมมีดสะท้อนแสงสีขาว

ข้าขดตัวมาสักพักและทำให้ขาข้าชาจนไม่สามารถหลบได้ ข้าได้ยินเสียงมีดสั้นปักลงมาในตัวข้าอย่างชัดเจน มันเจ็บราวกับคมดาบนับพันแทงเข้ามาที่อกข้า

รสชาติของเหล็กพรั่งพรูเข้ามาในปากข้า เขาดึงมีดสั้นออกอย่างรวดเร็วและเลือดก็กระจายไปทั่ว ฉาบวิสัยทัศน์ข้าด้วยสีแดงฉาน

เรี่ยวแรงข้าหายไปราวกับถูกดูดออกไปจากร่างกายข้า ข้าทรุดลงไปบนพื้นเย็นๆ แขนขาปวกเปียก เซี่ยเฉินสั่นอย่างวิตกกังวลก่อนจะทำมีดสั้นตก เสียงบาดหูดังก้องทั่วห้องขัง ข้ามองเขาสะดุดเท้าตัวเองก่อนตะเกียกตะกายออกจากห้องขังไปด้วยความเร่งรีบจนลืมลงกลอนประตู

ความหนาวเย็นค่อยๆแผ่ไปทั่วร่างกายข้า สิ่งเดียวที่ข้ารู้สึกได้ในตอนนี้คือสติข้าที่พร่าเลือนลงทุกทีราวกับข้าล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ลอยไปลอยมา ไปยังที่ที่ไม่รู้จัก

โชคของข้าคงหมดลงแล้ว ข้าคิดว่านี่คือจุดจบของข้าแล้วล่ะ สหาย

ข้าอยากจะหัวเราะแต่ข้าอ่อนแรงซะจนไม่สามารถทำได้

มันช่าง… น่าสมเพช ตายด้วยน้ำมือของคนชาติเดียวกัน

ใบหน้ามากมายปรากฎขึ้นเบื้องหน้า องค์ไทเฮา ท่านลุง ท่านป้า… ญาติทั้งหลาย… ก๊วนอันธพาลของข้า… เข้าพนันว่าต่อให้ข้าตายที่นี่ก็คงไม่มีใครเสียใจ คงไม่มีใครมาร้องไห้ที่หลุมศพข้าหรือจุดธูปให้ข้า

น่าสมเพช นั่นคือความรู้สึกของข้า

คงไม่มีใครร้องไห้ให้ข้าต่อให้ข้าตาย ยี่สิบปีของชีวิตข้ากลายเป็นเรื่องตลกร้าย ขอเพียงแค่แคว้นรุ่ยยังคงอยู่ พวกเขาก็จะยังใช้ชีวิตต่อไปไม่ว่าจะเป็นองค์ไทเฮาผู้สง่างามหรือฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์หรือเสนาบดีผู้น่านับถือในขณะที่ข้าไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าหรือได้ยินเสียงพ่อแม่ตัวเองเลยด้วยซ้ำ

“พ่อ…” ริมฝีปากข้าฝืนเปล่งเสียงออกมา “พ่อ… แม่…”

ข้าไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ข้าเห็นเพียงสีแดง สุดท้าย พร้อมๆกับที่ความเย็นแผ่เข้ามาในตัวข้าอย่างไม่หยุดยั้ง ม่านดำหนาหนักก็ตกลงมาเบื้องหน้าข้า

บางทีอาจจะผ่านไปพันปี หรือแค่หนึ่งจิบน้ำชา ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนขึ้นท่ามกลางสติที่ล่องลอย

“มีคนอยู่ตรงนี้….”

ข้าเพียงเห็นเงาร่างเลือนรางท่ามกลางความพร่าเลือนก่อนจะตกลงในอ้อมกอดอันอบอุ่น

 

แปลจาก http://bltranslation.blogspot.com/2014/09/cold-sands-ch4.html?m=1


 

ขอโทษที่มาช้านะคะ แต่ตอนนี้เป็นตอนที่น่าเบื่อมากๆสำหรับเรา เราเลยแปลได้ช้ามากๆ 

สำหรับตอนต่อไปเรื่องราวจะก้าวสู่ขั้นถัดไปแล้ว หมดช่วงฮั่นซิ่นหนีตายสักที555

แล้วเจอกันค่ะ

 

 

 

 

 

ทะเลทรายเหมันต์ | บทที่ 3 เสี่ยงตาย

ช่างเป็นดาบที่เยี่ยมยอดอะไรเช่นนี้!

ทันทีที่มันออกจากฝัก รังสีเย็นเยือกก็แผ่ออกมา ข้าทาบมันลงบนลำคออย่างนิ่งสงบแล้วมองดูเสันผมใกล้หูถูกตัดออก

ดาบเช่นนี้แหละถึงจะสมกับการเป็นดาบขององค์ชาย! และการที่ข้าได้ใช้ยอดดาบเช่นนี้จบชีวิตของตัวเองนั้นถือว่าเป็นเกียรติมากแล้ว

ข้าได้ยินเสียงโลหะกระทบกันและเสียงตะโกนของผู้ชาย แต่ก็ไม่มีใครก้าวออกมา พวกมันคงรู้ดีถึงความพิเศษของดาบเล่มนี้ ข้าสงบใจตัวเองแล้วมองตรงไปที่มู่หรงยู่ที่กำลังตกตะลึง 

 

“เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่!” เขาตะคอกแล้วรุดมาข้างหน้า

“อย่าขยับ!” ข้าเอ่ยเตือน

ข้าฟังเสียงแหบพร่าของตนเอง มองลึกเข้าไปในใจเขา

 

ข้าเงยหน้ามองฟ้าแล้วประกาศก้อง “ข้า ฮั่นซิ่น เป็นเพียงแค่ปุถุชนคนหนึ่ง ข้าไม่ได้หวังจะปะทะกับเจ้าในสงครามหรือทำคุณความดียิ่งใหญ่อะไรก็ตาม ถ้าเลือกได้ ข้าจะไม่ขอเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือเป็นหลานขององค์ไทเฮาหรือเสนาบดีกรมขุนนางที่ไหนทั้งนั้น!”

เขาจ้องตาข้า แต่ไม่ตอบโต้อะไร

 

“แต่ จำคำข้าไว้นะ มู่หรงยู่ ข้าไม่มีทางทรยศแผ่นดินเกิดของตัวเอง ดังนั้นอย่าคาดหวังจะได้สิ่งใดจากข้า!”

ดวงอาทิตย์อบอุ่นยิ่งนัก อบอุ่นเสียจนทำให้มึนเมา แต่หัวใจข้ากลับเย็นยะเยือก เย็นไม่ต่างกับคมดาบที่อยู่ห่างเพียงเอื้อมจากลำคอข้า

เขาครุ่นคิดแล้วเอ่ยชื่อข้าด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ฮั่นซิ่น วางดาบลงก่อน”

ข้าหรี่ตา “มู่หรงยู่ ข้าไม่ได้กลัวหรอกนะ แต่หากข้าต้องผ่านการสอบปากคำอีก ข้าคิดว่าข้าคงไม่รอดออกมาหรอก จะแยกชิ้นส่วนด้วยม้าหรือถูกลากจนตายบนทะเลทราย… ข้าล้วนไม่ต้องการทั้งนั้น…”

เสียงข้าแผ่วลงและข้ารู้สึกได้ว่าแขนข้าสั่น แต่ข้ายังคงเลื่อนดาบเข้ามาใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากความลังเล

เขากัดริมฝีปากขณะจ้องมองทุกการกระทำของข้า

ข้ารู้สึกถึงโลหะที่ทาบทับลำคอ แต่ข้าไร้ซึ่งความกลัว

จ้องมองดวงตาสีดำที่ใกล้แค่เอื้อมมืดลงทุกชั่วขณะ ข้าเอ่ยถ้อยคำสุดท้ายในที่สุด “ดังนั้น ข้าเพียงหวังจะตาย… อย่างมีเกียรติ!”

ข้าหวังว่าข้าจะไม่ทำให้สกุลฮั่นต้องอับอายโดยการตายเพื่อแคว้นเช่นนี้

ข้ารู้สึกว่าหนังถูกเฉือนออกจากกัน ข้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วเพิ่มแรงที่ดาบ ของเหลวอุ่นไหลลงช้าๆ

แทบจะในเวลาเดียวกัน หอกประดับพู่สีแดงวาดเข้ามาปัดคมดาบออกไป ข้าหลบจากหัวหอกตามสัญชาตญาณและดาบก็กระเด็นออกไป ทันใดนั้น อาวุธนับไม่ถ้วนก็ตรึงข้าให้ชิดกับพื้นดิน

มู่หรงยู่โยนหอกทิ้งแล้วคว้ากรามข้า รอยยิ้มเขาจางหายไป

“ไม่เคยมีใครขัดคำสั่งข้ามาก่อนและนั่นรวมถึงเจ้าด้วย ฮั่นซิ่น ไม่ว่าใครแถวนี้จะตายก็ต้องได้รับคำอนุญาตจากข้าก่อน!”

ข้าบดริมฝีปากเข้าหากันเพื่อระงับความโกรธ

“คงจะน่าสมเพชนะถ้าข้ามาได้ถึงที่นี่แล้วแต่กลับปราบแค่ทหารยศต่ำไม่ได้ เจ้าว่าไหม” เขาพูดต่อขณะที่สายตาเขาเย็นลงทุกชั่วลมหายใจ

 

เขาต้องการจะสื่ออะไร

ในดวงตาสีราตรีของเขาเยาะเย้ยข้าอย่างชัดแจ้ง

 

ลำตัวข้าบิดเกร็ง
 

ข้าเกลียดแววตาเช่นนี้

แววตาที่ข้าได้รับมาตั้งแต่จำความได้

แววตาที่เจ้าไม่ใช้มองหนูสกปรกด้วยซ้ำ

 
 
 


 
 
 


ข้าถูกโยนเข้ามาในคุกอีกครั้งแต่รอบนี้ข้าได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น เมื่อวันก่อนมีหมอเข้ามาตรวจแผลข้าและอาหารก็ไม่ขึ้นราแล้ว

ข้าสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วฝังตัวเองลงในน้ำ โยนทุกเรื่องบนโลกใบนี้ทิ้งไป จะมู่หรงยู่หรือแผนการที่พวกมันเตรียมไว้ใช้กับข้าก็ตาม ข้าหมายถึง การมีถังน้ำให้อาบหลังจากการสอบปากคำอย่างยาวนานให้ข้าได้ล้างคราบเลือดและฝุ่นออกมันช่างแสนวิเศษยิ่งนัก

แต่แค่อุ่นน้ำให้หน่อยจะเป็นไรไหม

ไอ้พวกขี้เหนียว

ข้าสวมเสื้อผ้าที่สะอาดแล้วเสยผมไปข้างหลังโดยใช้ผิวน้ำเป็นกระจก จากนั้นก็เยื้องย่างออกจากประตูห้องขังแล้วเดินผ่านผู้คุมด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย รู้สึกสดชื่นดีจริง

แสงเทียนวิบไหวกับกลิ่นน้ำหอมเย้ายวนผสมกับกลิ่นเหล้าและทรายโชยมาจากกระโจมของมู่หรงยู่ เขานอนอยู่บนตั่ง เปลือกตาปิดสนิท ดูราวมีเรื่องกวนใจอยู่ ปอยผมของเขาพาดหลวมๆบนบ่า ผิวขาวเนียนของเขาเผยให้เห็นจากเสื้อคลุมสีหิมะ หญิงสาวที่แทบไม่ได้สวมใส่อะไรกำลังทุบหลังเขาด้วยรอยยิ้มยั่วยวน

นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการเติบโตมาโดยถูกฟูมฟักอยู่ในวังสินะ สาวงามด้านหลังเขานั้นยังมีผิวที่งดงามสู้เขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เฮอะ นี่ถ้าเขาเกิดเป็นสามัญชน เขาคงไปเป็น… เอาล่ะ อย่าเลยเถิด
ไปมากกว่านี้จะดีกว่า เท่าที่ดู พวกเขามีความสุขกันมากเกินพอแล้วล่ะ
 
 
ตื่นขึ้นจากฝันกลางวัน ข้าสังเกตว่าเขาลืมตาแล้วและมุมปากเขาก็หยักขึ้นเล็กน้อย
 
 
“ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าชื่นชอบการฝันกลางวันนะเนี่ย รองแม่ทัพฮั่น” เขาเอ่ยก่อนจะยกถ้วยหยกเขียวที่หญิงสาวด้านหลังส่งให้ขึ้นจิบ
 
 
ข้าอยากจะตอบโต้เขาด้วยถ้อยคำฉลาดๆแต่ก็เงียบไว้ เพราะไม่มีอะไรดีๆโผล่ขึ้นในหัวเลย
 
 
เขาเปรยตามองหญิงสาว รอยยิ้มบนหน้าเธอหายไป เธอก้าวลงจากตั่งแล้วเดินกระแทกกระทั้นออกจากกระโจม
 
 
“มีปัญหาอะไรงั้นหรือ ท่านรองแม่ทัพ” เขาถามหลังจากวางถ้วยลง “วันนี้ก็ไม่มีอะไรจะบอกข้าหรือ”
 
 
“เกรงว่าไม่นะพะยะค่ะ” ข้าตอบอย่างสบายอารมณ์
 
 
เขาหัวเราะกลับอย่างอารมณ์ดี ยกถ้วยขึ้นจิบอีกอึกแล้วมองมาที่ข้าอย่างไม่ตั้งใจ
 
 
“ช่างภักดิ์ดีเสียจริง น่าเสียดายที่นักโทษอีกคนไม่มีใจภักดิ์เสียเท่าไร”
 
 
ข้ามองเขาอย่างหวาดระแวง เขาดูย่ามใจขณะวางถ้วยลงแต่ยังคงนอนอยู่บนตั่ง
 
 
“เรื่องของเรื่องก็คือ วันนี้พวกเราจับทหารอีกนายได้ และเขาก็ให้ความร่วมมือดีกว่าเจ้ามากเลยล่ะ 
แค่โบยไม่กี่ครั้งเขาก็คายทุกอย่างมาหมดแล้ว” เขาโอ่
 
 
ทหารอีกนายงั้นหรือ รอให้ข้าได้เจอแม่งก่อนเถอะ
 
 
“จ้องข้าไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะ” เขาหัวเราะรื่นรมย์ “ข้าแค่อยากจะให้เจ้ารู้ว่าการปราชัยของผาน้ำกำลังจะมาถึง”
 
 
เขาจัดชุดคลุมตัวเองเล็กน้อย ก้าวลงจากตั่งแล้วมาหยุดตรงหน้าข้า สายตาเขาสอดส่องทั่วตัวข้า เผยรอยยิ้มกำกวมออกมา “ดูเสียก่อนสิ พอได้แต่งตัวดีๆแล้วเจ้าดูดีขึ้นเยอะเลยนี่”
 
 
ข้าหันหน้าหนีสายตาของเขา
 
 
“เจ้าเก่งเรื่องใช้คำพูดนี่ ทำไมวันนี้ถึงได้เงียบเช่นนี้ บอกตามตรงนะ ข้าไม่ชินเอาเสียเลย”
 
 
“เจ้ายังจะเอาอะไรจากข้าอีกห๊ะ”
 
 
เขาชะงัก ตกตะลึง จากนั้นก็หัวเราะลั่น ในขณะที่ข้ารออย่างอดทน
 
 
“ลงทุนลงแรงทรมานข้ามานาน นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการไม่ใช่หรือ ในเมื่อเจ้าได้สิ่งที่ปราถนาแล้วก็มอบสิ่งที่ข้าต้องการให้ข้าสิ ข้าขอแค่ดาบเดียวเท่านั้น”
 
 
“ข้าแนะนำให้เจ้าตั้งใจฟังข้าให้ดีเพราะข้าไม่ชอบพูดอะไรซ้ำๆ” เขากระซิบหลังเอนตัวเข้ามา “ปราการผาน้ำจะแตกพ่าย อย่างช้าสุดก็คืนพรุ่งนี้ เจ้าเพียงต้องตามข้ามาดูเท่านั้น ฮั่นซิ่น ดูมันถูกทำลาย”
 
 
สายตาเขาแผดเผาข้า และทำให้ข้าขบฟันเข้าหากัน เขาลุกขึ้นแล้วกำลังจะสะบัดตัวจากไปแต่ข้าคว้าแขนเสื้อเขาไว้ก่อน
 
 
“บอกข้ามา” ข้าเอ่ย พยายามอย่างหนักเพื่อปิดบังความกังวลของตัวเอง “ใครปูดปากออกมา”
 
 
“เดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้” เขาแหย่ “ไม่เร็วก็ช้านี่แหละ”
 
 
“ไปตายซะ”
 
 
เขาหมุนตัวกลับด้วยท่าทางหยิ่งยโส
 
 
“ข้าคิดว่ามีคนอื่นที่เจ้าควรจะด่ามากกว่าข้านะ ฮั่นซิ่น” เขาแนะ
 
 
 
 

 
 
 
 
 
แสงเทียนในคุกสว่างไสวอย่างน่าหดหู่ ขับเน้นบรรยากาศขมุกขมัวและอ้างว้าง
 
 
ข้าฝังตัวเองอย่างกระวนกระวายในกองฟาง แสงสลัวส่องผ่านหน้าต่าง บรรยากาศเช่นนี้ควรทำให้ง่วงงุนแต่ข้ากลับตื่นตัวเต็มที่
 
มู่หรงยู่บอกว่าช้าสุดคือคืนพรุ่งนี้แต่ถ้าแม่ทัพโส่วยังอยู่ที่นั่นข้าคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ป้อมจะแตกเร็วขนาดนั้น ถึงแม้กำลังพลส่วนใหญ่จะอยู่ที่เนินทักษิณ แต่ผาน้ำก็ยังถูกคุ้มกันอย่างหนาแน่นด้วยเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
 
 
จากความรู้ของข้า ถ้า…
 
 
ข้าพลันหยุดคิด ต่อให้ข้ารู้อะไรจริง มันจะไปสำคัญอะไรในเมื่อข้ายังติดอยู่ที่นี่
 
 
ทำไมข้าไม่ขี่ม้าไปไกลๆแล้วใช้ชีวิตอย่างอิสระล่ะ ข้าจะมีชีวิตต่อไปและออกจากที่นี่เป็นๆ ข้าบอกตัวเองเงียบๆ ทิ้งแคว้นรุ่ยไปซะและใช้ชีวิตอย่างไร้พันธนาการ
 
 
ข้าได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าจากห้องขังฝั่งตรงข้าม ข้าหรี่ตามองและเห็นเงาร่างมืดๆกลางแสงสลัวลากเท้าเดินจากกองฟาง
 
 
เป็นไปไม่ได้! นั่นมัน-
 
 
ร่างนั้นโบกมือแล้วกระโดดมาที่ประตูห้องขัง 
 
 
“ฮั่นซิ่น!” เขาเรียก
 
 
“เจ้า!”
 
 
ข้าโยงเรื่องเข้าหากันในหัว
 
 
หลังรอให้เจ้านั่นหยุดร้องไห้แล้วสั่งน้ำมูกแล้ว ข้าตวาดใส่เขา “เจ้าเสร็จรึยัง”
 
 
“เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว” เขาสะอื้น
 
 
หมอนี่คือเซี่ยเฉิน บุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาบดีกลาโหม เซี่ยหยุ่น ข้าเพียงได้ชื่อว่าเป็นอันธพาลเท่านั้นแต่เจ้านี่น่ะของจริง ดื่มเหล้า กกโสเภณี การพนัน เขาทำหมดทุกอย่าง ด้วยอิทธิพลของพ่อเขา เขาฆ่าข่มขืนหญิงสาว แล้วพอเรื่องแดงว่าเธอเป็นลูกสาวของตระกูลใหญ่พ่อของเขาก็รีบยัดเขาเป็นทหารแล้วส่งเขาไปรบรอเรื่องเงียบ สุดท้ายกรรมก็ตามสนองจนได้
 
 
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเซี่ยเฉินผ่านการทรมานมา ถึงจะยังไม่ถึงขั้นเละแต่ก็เรียกได้ว่าไม่น่ามอง ผมพันกันยุ่งเหยิง รอยแส้เต็มใบหน้า รอยสีม่วงแดงโผล่มาจากรอยขาดบนเสื้อผ้าเขา
 
 
ข้าเงยหน้ามองเพดานอย่างหมดหวัง รู้สึกหมดแรงกระทันหัน
 
 
พระเจ้า ทำไมถึงต้องส่งหมอนี่มาที่นี่ด้วย! ข้าไปทำอะไรให้พระองค์งั้นหรือ
 
 
เขาสะอื้นแล้วมองข้าอย่างน่าสมเพช “พวกมันจับเจ้ามาเหมือนกันสินะ”
 
 
ข้ายักไหล่ใส่เขาแทนคำตอบ
 
 
“มีแค่เจ้าหรือ” ข้าขยับไปที่ประตูแล้วถาม
 
 
เขาส่ายหัว “มีพี่น้องสองสามคนถูกจับมาด้วยแต่มีแค่ข้าที่ถูกซ้อม”
 
 
“ก็แน่สิเจ้าโง่ ดูซะก่อนสิว่าเกราะเจ้าทำจากอะไร” ข้าคราง “พวกเขาอยู่ไหนล่ะ”
 
 
“พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่” เขาชี้ไปด้านหลัง “พวกเขาอยู่นั่น”
 
 
จากนั้นเขาก็มองข้าขึ้นๆลงๆ “เจ้าไม่ได้พูดอะไรเลยเหรอ ฮั่นซิ่น ถ้างั้นทำไมเจ้าไม่โดนซ้อมเลยล่ะ ดูข้าสิ ดูที่พวกมันทำสิ”
 
 
ไอ้ลูกแหง่เอ๊ย เจ้าคงกำลังสนุกอยู่กับผู้หญิงอยู่ตอนที่ข้าถูก-
 
 
เดี๋ยวนะ! พอมองหน้าน่าสมเพชของเขาแล้ว ข้าประสานเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน
 
 
“บอกข้าซิ เซี่ยเฉิน เป็นเจ้าใช่ไหมที่ปูดปากออกมา”
 
 
ข้าอยากจะข้ามฝั่งไปแล้วซ้อมไอ้สวะนั่นเสีย
 
 
เขาเริ่มสั่นแล้วสีเลือดก็หายไปจากหน้าเขา เขาหรุบตามองพื้นแล้วไม่พูดอะไร
 
 
“เซี่ยเฉิน ไอ้เศษสวะ ข้าสาบานจะฆ่าเจ้าเสียถ้าข้า-”
 
 
เขาเงยหน้าขึ้น หน้าซีดราวกับศพ ริมฝีปากสั่นไม่หยุด “พวกมันจะฆ่าข้านะ ฮั่นซิ่น ข้าทนไม่ได้หรอก พ่อข้ามีข้าคนเดียวเท่านั้น ข้าเป็นบุตรเพียงคนเดียวของเขา ถ้าข้าตายตรงนี้จะไม่มีใครดูแล-”
 
 
“หุบปากซะ!”
 
 
โชคร้ายเสียจริงที่เราอยู่ห่างกันขนาดนี้เพราะข้าอยากไปตบหน้าแม่งเผื่อจะมีสติขึ้นมาบ้าง เตะอัดท้องมันสักสองสามครั้งด้วยก็ดี
 
 
“ถ้าไอ้พวกหยางนั่นไปถึงเมืองหลวงได้ล่ะก็ หึ เจ้ารีบไปเตรียมธูปเอาไว้เคารพศพพ่อเจ้าเลยละกัน!”
 
 
ข้าหันหน้าหนีด้วยความโกรธ หัวใจข้าราวตกไปในขุมลึกสุดในนรก
 
 
“ข้าไม่ได้บอกพวกมันเยอะสักหน่อย ข้าแค่บอกว่ามีทางเล็กๆ 200 หลี่สวนทางน้ำที่ไม่ค่อยมีคนคุ้มกัน-”
 
 
“ทำไมเจ้าไม่บอกพวกเหี้ยนั่นไปด้วยล่ะว่าเตรียมไปฆ่าทุกคนในเมืองหลวงได้เลย!”
 
 
เขาเงียบและหรุบตาลงอีกครั้ง ชั่วครู่หนึ่งเสียงเดียวที่ได้ยินมีเพียงเสียงปะทุของคบเพลิง
 
 
หลังจากความเงียบอันยาวนาน หมอนั่นพูดตะกุกตะกักขึ้นมา “ถะ- ถ้างั้น ฮั่นซิ่น เราจะ- เราจะทำอย่างไรกันดี”
 
 
“แม่มึงสิ!” ข้าตะคอก ฟางเส้นสุดท้ายเจียนจะขาดเต็มที
 
 
“ถ้าพวกเอ็งไม่เงียบกันสักทีข้าสาบานว่าข้าจะลงไปและอัดจนกว่าพวกเอ็งจะเงียบ!” ผู้คุมตะโกนมาจากทางเข้า
 
 
หลังจากนั้นที่นี่ก็เงียบราวกับไม่เคยมีใครพูดอะไรมาก่อน ข้าคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น คลื่นความเหนื่อยพุ่งเข้าโจมตีข้า ข้าเอนหลังแล้วหลับลง แต่ข้าหลับไม่สนิทและเหมือนจะได้ยินเสียงกระซิบและเสียงฝ่าเท้าจากสักที่ด้านนอก สักพักเสียงนั้นก็ชัดขึ้นและดังขึ้น
 
 
ข้าผุดลุกขึ้นและออกแรงยันประตู พยายามมองว่าอะไรเกิดขึ้นด้านนอก คบไฟมอดลงและไม่ส่องแสงมากนัก ทำให้ไม่เห็นแม้แต่ร่างของคนคุม จากนั้นข้านาบตัวลงไปกับพื้นและกลั้นหายใจ พยายามฟังเสียงที่เกิดขึ้น ข้าได้ยินเสียงกีบเท้าเป็นพักๆ เสียงกระทบกันของอาวุธและเสียงตะโกน ข้ามองลอดหน้าต่างออกไปและเห็นท้องฟ้าสีแดงฉาน
 
 
ข้ามองซ้ำอีกครั้ง
 
 
มู่หรงยู่จะเริ่มเดินทัพแล้ว! ข้าควรทำอย่างไรดี! ข้าตื่นตระหนกราวกับแมวบนอิฐร้อน
 
 
เมื่อข้ามองไปที่กุญแจเหล็ก แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้น มันก็นานแล้วตั้งแต่ที่…
 
 
เรื่องก็คือ ท่านลุงมีหอสมุดที่เต็มไปด้วยตำราที่ข้าชอบใช้หลบยามลูกพี่ลูกน้องรังแกข้า ข้ามักใช้เวลายามบ่ายที่นั่น อ่านหนังสือ ข้าไม่มีกุญแจก็จริงแต่ข้าเรียนวิธีปลดกลอนมาจากพวกเด็กข้างถนน จากนั้น ข้าก็ได้ตำราเป็นเพื่อนในวัยเด็กอันน่าสมเพชของข้า
 
 
ข้ามองไปที่คนคุมอย่างหวาดระแวงขณะที่ข้าปาดเหงื่อเย็นเฉียบของตัวเอง ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติ ข้าเร่งมือตัวเอง กุญแจตกลงมาพร้อมเสียงแกร๊งเบาๆ ข้าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเปิดประตูหลังจากไม่มีวี่แววของผู้คุม
 
 
“ฮั่นซิ่น”
 
 
เลือดข้าเริ่มเดือดขึ้นมาแต่ข้าก็หันไปอยู่ดี และดวงตาอ้อนวอนเหมือนสุนัขของเซี่ยเฉินก็กำลังจับจ้องข้าด้วยความหวังเบื้องหลังลูกกรง
 
 
ให้ตายเถอะพระเจ้า
 
 
หลังจากเขาส่ายหางราวปลาไหลเปียกๆข้าก็เปิดประตูให้เขา ข้าลอบไปข้างหลังแล้วพาคนอื่นออกมาด้วย
 
 
เปลวไฟบนกำแพงไหวระริกทำให้ประตูคุกยังคงอยู่ในเงามืด ทันทีที่เรามาถึงคนคุมก็โผล่ออกมาจากความมืดแต่พวกเราช่วยกันผลักเขาให้ล้มลงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ข้ารีบคว้าคบเพลิงแล้วโยนมันใส่กองฟางแห้งพร้อมราดสุราของคนคุมลงไป กองฟางแห้งเริ่มไหม้อย่างรุนแรงด้วยความช่วยเหลือของสุรา
 
 
ถ้าโชคดีคืนนี้พวกเราก็จะหลบหนีได้สำเร็จในขณะที่มู่หรงยู่วางแผนโจมตีอยู่ ข้าไม่มีเวลาเหลือให้คาดหวังแล้ว- ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จก็จบกัน!
 
ไม่มีใครเหลืออยู่นอกคุกเลย คุกตั้งอยู่ใกล้ด้านหลังของค่ายทหารของหยาง เพราะงั้นพวกเราจึงรีบวิ่งอย่างบ้าคลั่งโดยใช้ความมืดกำบัง
 
 
มีคนตะโกนว่า ‘ไฟไหม้!’ แล้วคนมากมายก็แห่มาทันทีพร้อมด้วยถังน้ำ- หวังว่าเราจะยังหนีได้สำเร็จด้วยเถอะ!
 
 
ท้องฟ้าคืนนี้มืดสนิทและหมอกหนาก็ช่วยให้มองทะลุไปไม่ได้
 
 
พวกเราทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลังและด้านหน้าก็มีเสียงกระแสน้ำไหล ข้าอดโล่งอกไม่ได้ ในเมื่อเจอน้ำเราก็สามารถตามรอยต่อไปถึงค่ายของแคว้นรุ่ยได้
 
 
ข้าให้ทุกคนหยุดพักหลังจากเดินทางมาได้ไกลระยะหนึ่ง
 
 
“ฮั่น…ซิ่น เจ้ามัน… เจ้าเล่ห์นัก เจ้ารู้… วิธีปลดกลอนด้วย” เซี่ยเฉินพูดไปหอบไปหลังจากฟุบลงกับพื้น
 
 
เหนื่อยจากการวิ่ง ข้าเพียงเขย่ามือและหอบอย่างหนักหน่วงขณะพิงต้นไม้ หลังจากพักได้พอประมาณข้าก็เอ่ยปากกับคนอื่น
 
 
“ไปกันเถอะ ถึงค่ายแล้วเราจะพักนานเท่าไรก็ได้”
 
 
พวกเราเดินทางตามน้ำไป ป่าและพุ่มไม้หนาทึบบริเวณริมแม่น้ำและปิดกั้นแสงจันทร์บางส่วน ทำให้การเดินทางของเรายากเย็นขึ้น
 
 
“เอ่อ นี่ ฮั่นซิ่น” เซี่ยเฉินเบียดมาข้างข้าและเอ่ยอย่างระมัดระวัง คอยสังเกตปฏิกิริยาของข้า “หลังจากเราถึงค่ายแล้ว เจ้าช่วยแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรที่ข้าพูดก่อนหน้านั้นได้ไหม” 
 
 
“ข้าไม่ฟ้องใครหรอกน่า” ข้าบ่น
 
 
เขาทำหน้าเหมือนถูกรางวัลใหญ่ข้าเลยกล่าวอย่างขมขื่นว่า “กลับไปบอกแม่ทัพโส่วเองเถอะ เจ้ามีพ่ออย่างนั้นยังจะกลัวอะไรอีก”
 
 
หน้าเขาบิดเบี้ยวไปทั้งหน้า “ใครๆก็รู้ว่าแม่ทัพโส่วเข้มงวดแค่ไหน! ต่อให้เขาไม่ตัดหัวข้า ข้าก็ตายจากการถูกโบยอยู่ดี” 
 
 
ข้าไม่สนใจจะโต้ตอบและเดินต่อไปเรื่อยๆ เพียงไม่กี่ชั่วยามท้องฟ้าก็เริ่มสว่างและไล่ดวงจันทร์ออกไป จากตรงนี้ สายน้ำแยกออกเป็นสองสายทำให้เราต้องหยุดลง
 
 
ข้าหมดทางไปอย่างสิ้นเชิง
 
 
อย่างไรข้าก็ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน ข้าแค่รู้ว่ามีค่ายที่ผาน้ำและสามารถเดินทางไปได้ถ้าตามแม่น้ำไปเรื่อยๆ แต่นี่…
 
 
“เซี่ยเฉิน!” ข้ากวาดตามองทั้งกลุ่มแล้วลากเขาออกมา “เจ้ามาจากที่ไหน รู้หรือไม่ว่าเราต้องไปทางไหนต่อ”
 
 
เขาก้าวมาเบื้องหน้าแล้วมองไปรอบด้าน “ต้องไปเส้นที่ไหลไปทางตะวันออก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าทิศไหนคือทิศตะวันออก” 
 
 
ข้าครุ่นคิดแล้วส่ายหัว ดวงจันทร์หายไปแล้วและพระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้น ถ้าอย่างนั้นจะดูอย่างไรว่าทางไหนคือทิศตะวันออกล่ะ
 
 
ข้าหันกลับไปแล้วเห็นใบหน้าเหน็ดเหนื่อยมากมายจ้องกลับมาที่ข้า ข้าคงความเงียบไว้และเดินไปหาเซี่ยเฉิน พวกเรามองกระแสน้ำไหลผ่านเราไปยังที่ไกลโพ้น
 
 
ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้ 
 
 
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก เซี่ยเฉินเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ข้าว่าเจ้าควรเป็นคนตัดสินใจ ฮั่นซิ่น”
 
 
เพียงเวลาครู่เดียวถัดมา เสียงกีบเท้าเร่งรีบก็ดังก้องมาจากด้านหลัง ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงเฉียบคมเสียงหนึ่งโดดเด่นออกมา เหลือบมองไปด้านข้าง ข้าเห็นเพียงลูกธนูเขี้ยวหมาป่าประดับขนนกสีขาวดอกหนึ่ง
 
 
 

 
 
 
ถ้าใครรอให้สองคนนี้รักกันอยู่ บอกได้แค่ว่า…  รอต่อไปค่ะ… 
 
สำหรับตอนนี้มาเอาใจช่วยฮั่นซิ่นกันดีกว่า~